เชื้อราในช่องคลอด หรือที่แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรคเรียกว่าโรคเชื้อราในช่องคลอด (Vulvovaginal Candidiasis) มีอาการระดูขาว (ตกขาว) ผิดปกติ คันและแสบช่องคลอด และอาจมีปัสสาวะแสบขัด แนวทางนี้ให้วินิจฉัยจากการตรวจระดูขาว และรักษาด้วยยาต้านเชื้อราชนิดเหน็บช่องคลอดหรือชนิดรับประทานที่แพทย์สั่ง
แนวทางเดียวกันเขียนว่าระดูขาวผิดปกติไม่ได้มาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างเดียว เชื้อราในช่องคลอดเป็นสาเหตุหนึ่ง ผู้เขียนแนะนำให้ไปตรวจที่สถานพยาบาลหรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่เดาเองจากอาการ
เชื้อราในช่องคลอดมาจากไหน ติดจากคู่ได้ไหม
หัวข้อของโรคนี้ในแนวทางไทยปี 2567 ไม่ได้เขียนว่าเชื้อมาจากไหน หรือส่งต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของออสเตรเลียเขียนว่าเชื้อส่วนใหญ่คือ Candida albicans และเชื้อแคนดิดาอยู่ในร่างกายได้ตามปกติ แนวทางนี้เขียนว่าเชื้อส่งต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่นับเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเกิดขึ้นเองได้ หรือเกิดหลังสมดุลของเชื้อในช่องคลอดเปลี่ยน เช่น หลังใช้ยาปฏิชีวนะ หรือเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้นช่วงตั้งครรภ์
ระบบสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) เขียนว่าเชื้อราในช่องคลอดไม่จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เพศสัมพันธ์กระตุ้นให้เป็นได้ และส่งต่อกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้แต่พบน้อยกว่า และยกตัวอย่างกรณีที่ทำให้เกิดโรคได้ เช่น
- ใช้ยาปฏิชีวนะ
- เป็นเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น จากเอชไอวีหรือเคมีบำบัด
- ตั้งครรภ์
ผู้เขียนเห็นว่าการเป็นโรคนี้จึงไม่ควรถูกใช้ตัดสินชีวิตทางเพศของใคร
อาการแบบไหน และทำไมควรให้แพทย์ตรวจก่อนใช้ยา
แนวทางไทยปี 2567 เขียนอาการไว้ว่ามีระดูขาวผิดปกติ คันและแสบช่องคลอด อาจมีปัสสาวะแสบขัด เมื่อแพทย์ตรวจมักพบระดูขาวคล้ายตะกอนนม ช่องคลอดแดงอักเสบ บวม หรือมีรอยแตก แนวทางของออสเตรเลียเขียนเพิ่มว่าระดูขาวอาจดูปกติหรือไม่มีเลยก็ได้ และอาจเจ็บตอนมีเพศสัมพันธ์
อย่าใช้อาการเหล่านี้แยกโรคเอง แผนผังผู้ป่วยหญิงที่มีระดูขาวผิดปกติในแนวทางไทย เริ่มจากซักประวัติ ประเมินความเสี่ยงทางเพศ และตรวจอวัยวะเพศ แล้วตรวจตามความพร้อมของห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจหาหนองในและหนองในเทียม หรือส่องดูระดูขาวด้วยกล้องจุลทรรศน์ แล้วรักษาตามเชื้อที่พบ เช่น พยาธิช่องคลอดหรือเชื้อรา
สาเหตุอื่นของระดูขาวที่แนวทางไทยยกตัวอย่างคือโรคแบคทีเรียลวาจิโนซิส อ่านต่อได้ที่ ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (BV) ติดต่อทางเพศไหม และถ้าเคยตรวจแล้วผลเป็นลบแต่อาการยังอยู่ อ่านต่อได้ที่ ผลตรวจ STI เป็นลบแต่ยังมีอาการ: ควรทำอย่างไรต่อ

การวินิจฉัย ยาที่แพทย์เลือก และการนัดติดตาม
แนวทางไทยใช้การตรวจระดูขาวจากช่องคลอด ดูความเป็นกรดด่าง และส่องกล้องจุลทรรศน์หาเชื้อรา
ยาในแนวทางไทยมีทั้งชนิดเหน็บช่องคลอดและชนิดรับประทาน แพทย์เป็นผู้เลือก แนวทางเขียนว่ายาเฉพาะที่อาจแสบร้อนเฉพาะที่ ส่วนยาชนิดรับประทานอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือปวดศีรษะ และให้ระวังการใช้ยาต้านเชื้อรากลุ่มที่ใช้รักษาโรคนี้ร่วมกับยาอื่นบางชนิด รวมถึงยาต้านไวรัสเอชไอวี ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรถึงยาทุกชนิดที่ใช้อยู่
แนวทางไทยให้นัดกลับมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ 7 วันหลังวันที่รับการรักษาในรายที่ยังมีอาการ ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าอาการแย่ลงก่อนถึงนัด ให้ไปพบแพทย์ได้เลย
แนวทางไทยเล่มเดียวกันเขียนว่าสารหล่อลื่นที่มีน้ำมันทำให้ถุงยางอนามัยแตกได้ง่าย แต่ผู้เขียนไม่พบว่าเล่มนี้เขียนถึงผลของยาต้านเชื้อรากับถุงยาง ส่วนแนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าครีมต้านเชื้อราชนิดใช้ในช่องคลอดและผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันทำให้ถุงยางอนามัยชนิดยางเสียหายได้ ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าใช้ถุงยางป้องกันโรคหรือคุมกำเนิดอยู่ ให้ถามเภสัชกรว่ายาที่ได้รับมีผลกับถุงยางหรือไม่
ตั้งครรภ์ มีเอชไอวี หรือเป็นซ้ำบ่อย ต้องดูแลต่างไปไหม
แนวทางไทยเขียนว่าหญิงตั้งครรภ์และหญิงในระยะให้นมบุตรห้ามใช้ยารับประทาน ให้ใช้ยาเหน็บหรือยาทา และถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจต้องปรับการรักษา ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ว่าตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และให้แพทย์เป็นผู้เลือกยา
สำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวี แนวทางไทยให้รักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อ และถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจต้องปรับการรักษา ซึ่งแพทย์เป็นผู้ตัดสิน ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ว่ากินยาต้านไวรัสอยู่ เพราะเป็นยาที่แนวทางให้ระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านเชื้อรา ให้แพทย์เป็นผู้จัดการเรื่องยา อย่าซื้อยาต้านเชื้อรามาใช้เอง และอย่าหยุดหรือปรับยาต้านไวรัสเอง
แนวทางไทยปี 2567 ให้บุคลากรสุขภาพเสนอการตรวจเอชไอวีแก่ผู้มารับบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยขึ้นกับความสมัครใจ ผู้เขียนแนะนำให้ถามเรื่องการตรวจเอชไอวีได้ที่สถานพยาบาลที่ไปตรวจ
แนวทางไทยมีแผนการรักษาแยกสำหรับโรคเชื้อราในช่องคลอดชนิดเรื้อรัง (Recurrent vulvovaginal candidiasis) ซึ่งใช้ยาต่อเนื่องหลายเดือนและนัดติดตามเป็นระยะ ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ว่าเคยเป็นมากี่ครั้ง และให้แพทย์เป็นผู้ประเมินว่าเป็นชนิดเรื้อรังหรือไม่
คู่ต้องไปตรวจไหม และลดการเป็นซ้ำได้อย่างไร
แนวทางไทยเขียนว่าคู่เพศสัมพันธ์ควรมารับการตรวจถ้ามีอาการคันอวัยวะเพศ หรือปลายองคชาตอักเสบแดง และให้ยาทาฆ่าเชื้อราเพื่อรักษาและบรรเทาอาการ NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าไม่ต้องรักษาคู่ถ้าคู่ไม่มีอาการ

ผู้เขียนไม่พบวิธีดูแลตัวเองสำหรับโรคนี้ในแนวทางไทยปี 2567 ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรแนะนำวิธีบรรเทาอาการและลดการเป็นซ้ำ เช่น
- ล้างบริเวณที่เป็นด้วยน้ำกับครีมให้ความชุ่มชื้นแทนสบู่ และเช็ดให้แห้ง
- ใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย ไม่ใส่ชุดชั้นในที่รัดหรือถุงน่อง
- ไม่สวนล้าง และไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นที่ช่องคลอด
- งดเพศสัมพันธ์จนหาย ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บหรือไม่สบายตัว
คำถามที่พบบ่อย
ซื้อยาเหน็บที่ร้านยามาใช้เองได้ไหม
แนวทางไทยปี 2567 เขียนว่าไม่แนะนำให้ประชาชนใช้แนวทางนี้ซื้อยามารักษาตนเอง เพราะถ้าไม่ได้วินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง การรักษาอาจไม่ได้ผล เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียง และนำไปสู่การดื้อยาต้านจุลชีพ ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจก่อน
ไม่มีอาการ แต่ผลตรวจเจอเชื้อรา ต้องรักษาไหม
แนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าเชื้อแคนดิดาอยู่ในร่างกายได้ตามปกติ คนที่ไม่มีอาการอาจไม่ต้องรักษา แนวทางไทยปี 2567 ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ที่ดูผลตรวจ
ตกขาวดูปกติ แต่คันหรือแสบ เป็นเชื้อราได้ไหม
อาจเป็นได้ แนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าระดูขาวของโรคนี้อาจดูปกติหรือไม่มีเลย และเขียนว่าต้องตรวจอวัยวะเพศเพื่อแยกสาเหตุอื่นของอาการ เช่น ผิวหนังอักเสบหรือเริม แนวทางไทยปี 2567 เขียนอาการไว้ว่ามีระดูขาวผิดปกติ คันและแสบช่องคลอด ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าคันหรือแสบ แม้ตกขาวดูปกติ ให้ไปตรวจที่สถานพยาบาล
กินโยเกิร์ตหรือโพรไบโอติกช่วยกันเป็นซ้ำไหม
แนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าไม่มีหลักฐานว่าอาหารแบบใดแบบหนึ่งหรือโพรไบโอติกมีผลต่อการเป็นซ้ำ แนวทางไทยปี 2567 ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ ถ้าเป็นซ้ำ ผู้เขียนแนะนำให้ปรึกษาแพทย์
คู่คันหรือปลายองคชาตแดง ต้องไปตรวจไหม
ควรไปตรวจ แนวทางไทยปี 2567 ให้คู่ที่คันอวัยวะเพศหรือปลายองคชาตอักเสบแดงมารับการตรวจ NHS ของสหราชอาณาจักรยกอาการเชื้อราในผู้ชาย เช่น ระคายเคือง แสบ และแดงรอบปลายองคชาตและใต้หนังหุ้มปลาย และรูดหนังหุ้มปลายลงยาก
สรุป
- แนวทางไทยปี 2567 เขียนว่าโรคเชื้อราในช่องคลอดมีระดูขาวผิดปกติ คันและแสบช่องคลอด แนวทางของออสเตรเลียและ NHS ของสหราชอาณาจักรไม่นับเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เขียนว่าส่งต่อกันทางเพศสัมพันธ์ได้บ้าง
- ระดูขาวผิดปกติมีหลายสาเหตุ แนวทางไทยไม่แนะนำให้ประชาชนใช้แนวทางนี้ซื้อยามารักษาตนเอง ผู้เขียนแนะนำให้แพทย์ตรวจก่อน
- แนวทางไทยห้ามใช้ยารับประทานรักษาโรคนี้ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร และให้ระวังการใช้ยาต้านเชื้อราร่วมกับยาอื่น เช่น ยาต้านไวรัสเอชไอวี ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ว่าตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือใช้ยาอะไรอยู่ และให้แพทย์เลือกยา
อ่านภาพรวมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ที่หน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค
- Australian STI Management Guidelines for Use in Primary Care: Candidiasis ASHM ออสเตรเลีย เปิดอ่าน 29 ตุลาคม 2569
- Thrush in men and women ระบบสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ทบทวนหน้าล่าสุด 28 กรกฎาคม 2566 เปิดอ่าน 29 ตุลาคม 2569


