ปีกมดลูกอักเสบ หรือที่แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 เรียกว่าอุ้งเชิงกรานอักเสบ มีอาการตามแนวทางคือมีไข้ ปวดท้องน้อย และอาจมีระดูขาวผิดปกติหรือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด รักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่ง และการวินิจฉัยตามแนวทางอาศัยการตรวจภายใน
ถ้ามีอาการ เช่น ปวดท้องน้อยรุนแรงหรือปวดมากขึ้น ไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน จะเป็นลม หรือมีอาการขณะตั้งครรภ์ ผู้เขียนแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ผู้เขียนยกมาบางข้อจากรายการฉุกเฉินของบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) กับข้อบ่งชี้ให้รักษาในโรงพยาบาลของแนวทางไทย อาการอื่นก็ควรพบแพทย์โดยเร็ว
ปีกมดลูกอักเสบ มีอาการอย่างไร
NHS ของสหราชอาณาจักรอธิบายว่าภาวะนี้คือการติดเชื้อที่มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ และเกิดได้กับทุกคนที่มีมดลูก ส่วนแนวทางของไทย พ.ศ. 2567 ซึ่งเขียนให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขใช้ ระบุอาการไว้ว่า มีไข้ ปวดท้องน้อย และอาจมีระดูขาวผิดปกติ หรือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
NHS ระบุอาการอื่นไว้ด้วย เช่น เจ็บลึกขณะมีเพศสัมพันธ์ ประจำเดือนมามากหรือปวดกว่าที่เคย เลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ และตกขาวที่ลักษณะหรือกลิ่นเปลี่ยนไป อาการอาจเริ่มเร็วภายในสองสามวัน หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้น และไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการ
แนวทางของไทยเขียนถึงกรณีที่ยังแยกโรคอื่น เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ออกไปไม่ได้ อาการแบบนี้จึงต้องให้แพทย์ตรวจ บทความนี้บอกไม่ได้ว่าใครเป็นหรือไม่เป็น
อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
แนวทางของไทย พ.ศ. 2567 มีข้อบ่งชี้ให้รักษาแบบผู้ป่วยใน เช่น อาการรุนแรง ไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน หรือตั้งครรภ์ร่วมด้วย และเขียนว่าผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ทุกคนควรนอนโรงพยาบาล เพราะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดหรือมีภาวะแทรกซ้อนสูง ผู้เขียนจึงแนะนำให้ผู้ที่มีอาการขณะตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ไปโรงพยาบาลทันที
NHS ของสหราชอาณาจักรให้ผู้ที่คิดว่ามีอาการของภาวะนี้ไปแผนกฉุกเฉินทันที เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- ปวดท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานรุนแรง ปวดมากขึ้น หรือเจ็บเมื่อขยับตัวหรือถูกแตะ
- ปวดร่วมกับเลือดออกมากทางช่องคลอด
- ปวดท้องน้อยแบบแปลบ ฉับพลัน และรุนแรง
- ปวดใต้ชายโครงขวาและไหล่ขวา
- เวียนศีรษะหรือจะเป็นลม
- ไข้สูงมาก หรือรู้สึกร้อน หนาว หรือสั่น
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกไม่สบายมาก
ในไทย ผู้เขียนแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที หน้าแรกของเว็บสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งเปิดอ่านเมื่อ 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินให้โทร 1669 ส่วน NHS เขียนว่าอย่าขับรถไปเอง ให้คนอื่นพาไปหรือเรียกรถพยาบาล
NHS ยังให้ขอพบแพทย์โดยด่วน เช่น เมื่อคิดว่ามีอาการของภาวะนี้ หรือเมื่อปวดอุ้งเชิงกรานเป็น ๆ หาย ๆ
ภาวะนี้เกิดจากอะไร
NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าภาวะนี้มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในเทียม (NHS และองค์การอนามัยโลกใช้คำว่า chlamydia) และหนองใน แต่เกิดจากแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในช่องคลอดได้เช่นกัน ซึ่งมีโอกาสมากขึ้นในผู้ที่เคยเป็นภาวะนี้ เคยคลอดหรือแท้ง หรือเคยทำหัตถการที่ต้องเปิดปากมดลูก เช่น การใส่ห่วงอนามัย
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าหนองในเทียมมักไม่มีอาการ และถ้าไม่รักษา อาจนำไปสู่อุ้งเชิงกรานอักเสบได้ แนวทางของไทยเขียนถึงหนองในว่าผู้ป่วยหญิงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ผู้เขียนจึงแนะนำให้ไปตรวจแม้ไม่มีอาการ เมื่อคิดว่ามีโอกาสรับเชื้อ
เรื่องหนองในเทียม อ่านต่อได้ที่ หนองในเทียม อาการ การตรวจ และการรักษา
ตรวจและรักษาอย่างไรตามแนวทางของไทย
แนวทางของไทย พ.ศ. 2567 ให้วินิจฉัยจากการตรวจภายในร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น ไข้ มูกปนหนองจากปากมดลูก และผลตรวจหาเชื้อหนองในกับหนองในเทียม ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ภาวะนี้มักรักษาได้ง่าย แต่ถ้าปล่อยไว้หรือติดเชื้อรุนแรง อาจต้องไปโรงพยาบาล
การรักษาแบบผู้ป่วยนอกตามแนวทางของไทย พ.ศ. 2567 คือยาปฏิชีวนะแบบฉีดร่วมกับยากินต่อเนื่อง 14 วัน ใช้กับกรณีที่ไม่มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบและไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์เป็นผู้เลือกยา ผู้เขียนแนะนำให้กินจนครบตามที่แพทย์สั่งแม้อาการดีขึ้นแล้ว และอย่าซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง
แนวทางให้นัดติดตามหลังรักษา 72 ชั่วโมง ถ้าไข้และอาการปวดไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าอาการแย่ลงก่อนถึงนัด ให้กลับไปพบแพทย์ทันที
แนวทางให้แนะนำผู้ป่วยไม่ให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการรักษา รวมถึงช่วงหนึ่งหลังกินยาบางตัว เพราะอาจเกิดอาการ เช่น หน้าร้อนวูบวาบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ผู้เขียนแนะนำให้ถามเภสัชกรว่าต้องงดนานเท่าไร
แนวทางเขียนด้วยว่าหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม และผู้มีเชื้อเอชไอวีที่เป็นภาวะนี้ควรพักรักษาในโรงพยาบาล แนวทางยังมีข้อสำหรับผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ผู้เขียนจึงแนะนำให้บอกแพทย์ทุกครั้งถ้าตั้งครรภ์ อาจตั้งครรภ์ ให้นมบุตรอยู่ มีเชื้อเอชไอวี หรือเคยแพ้ยา แนวทางแนะนำให้ผู้มารับบริการทุกรายตรวจคัดกรองเอชไอวีกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบบี
คู่ควรได้ตรวจและรักษาด้วย
แนวทางของไทยเขียนว่าคู่ที่มีเพศสัมพันธ์กันภายใน 60 วันก่อนผู้ป่วยมีอาการ ควรได้รับการตรวจและรักษา ถ้าครั้งล่าสุดนานกว่านั้น คู่คนล่าสุดก็ควรได้รับการรักษา เพราะผู้ชายที่มีเชื้อหนองในและหนองในเทียมมักไม่แสดงอาการ ผู้เขียนเห็นว่าช่วงเวลานี้ใช้บอกว่าใครควรไปตรวจ ไม่ได้บอกว่าได้รับเชื้อจากใคร
แนวทางให้งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาด ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าภาวะนี้เป็นซ้ำได้
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันหนองในเทียม เรื่องหนองใน อ่านต่อได้ที่ เป็นหนองใน ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ? และหน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
เป็นภาวะนี้ แปลว่ารับเชื้อมาจากคู่เสมอไปไหม
NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าภาวะนี้มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เกิดจากแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในช่องคลอดได้ด้วย ผู้เขียนเห็นว่าการวินิจฉัยจึงไม่ได้บอกว่าได้รับเชื้อจากใคร ส่วนแนวทางของไทย พ.ศ. 2567 เขียนว่าคู่ควรได้รับการตรวจและรักษา
ไม่มีอาการเลย เป็นภาวะนี้ได้ไหม
NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นภาวะนี้จะมีอาการ ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าคิดว่ามีโอกาสรับเชื้อ เช่น คู่แจ้งว่าตรวจพบหนองในหรือหนองในเทียม ให้ไปตรวจแม้ไม่มีอาการ
กินยามา 3 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องทำอย่างไร
กลับไปพบแพทย์ อย่ารอให้ยาหมด แนวทางของไทย พ.ศ. 2567 ให้นัดติดตามหลังรักษา 72 ชั่วโมง และถ้าไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรให้ขอพบแพทย์โดยด่วนเมื่อกินยาปฏิชีวนะ 3 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ถ้าอาการแย่ลงก่อนนั้น ผู้เขียนแนะนำให้ไปทันที
เป็นแล้วจะมีลูกยากไหม
NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าถ้าไม่ได้รักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ภาวะนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ฝีที่ท่อนำไข่หรือรังไข่ ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ปัญหาการมีบุตร และโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกที่สูงขึ้น ผู้ที่วางแผนมีบุตรควรปรึกษาแพทย์
กินยาอยู่ ต้องงดร่วมเพศไปถึงเมื่อไร
แนวทางของไทย พ.ศ. 2567 ให้งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาด ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรให้งดจนกว่าทั้งตัวเองและคู่กินยาปฏิชีวนะครบ ไม่มีอาการ และผลตรวจแสดงว่าเชื้อหมดแล้ว และเขียนว่าถ้ามีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัย
สรุป
ปีกมดลูกอักเสบ หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ มีอาการตามแนวทางของไทย พ.ศ. 2567 คือมีไข้ ปวดท้องน้อย และอาจมีระดูขาวหรือเลือดออกผิดปกติ NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการ และภาวะนี้มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในเทียมและหนองใน แต่เกิดจากแบคทีเรียในช่องคลอดได้ด้วย
ถ้ามีอาการ เช่น ปวดรุนแรง ไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน จะเป็นลม หรือมีอาการขณะตั้งครรภ์ ผู้เขียนแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินทันที อาการอื่นให้พบแพทย์โดยเร็ว การรักษาตามแนวทางไทยใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เลือก ผู้เขียนแนะนำให้กินจนครบและอย่าซื้อยากินเอง แนวทางให้นัดติดตามที่ 72 ชั่วโมง ถ้าแย่ลงก่อนนัดให้ไปก่อน คู่ควรได้ตรวจและรักษา และงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาด
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค บทอุ้งเชิงกรานอักเสบ และบทโรคหนองใน
- Pelvic inflammatory disease — NHS ทบทวน 17 ธันวาคม 2568
- Chlamydia — World Health Organization หน้าข้อเท็จจริง ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568
- สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) หน้าแรก เปิดอ่าน 13 ตุลาคม 2569




