เอชไอวีกับไวรัสตับอักเสบบีเป็นพร้อมกันได้ แนวทางการรักษาเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าผู้ที่มีทั้งสองเชื้อควรได้รับยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาเทโนโฟเวียร์ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่าออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย แนวทางเขียนด้วยว่าควรหลีกเลี่ยงการหยุดยากลุ่มนี้ เพราะเสี่ยงสูงที่ไวรัสตับอักเสบบีจะกำเริบจนตับอักเสบรุนแรง ถ้าคิดจะหยุดหรือเปลี่ยนยา ให้คุยกับแพทย์ก่อนทุกครั้ง
เอชไอวีกับไวรัสตับอักเสบบี พบร่วมกันบ่อยแค่ไหน
องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่าไวรัสตับอักเสบบีเป็นการติดเชื้อที่ตับ เป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง รวมถึงทางเพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก WHO ยกค่าประมาณจากงานทบทวนปี ค.ศ. 2020 ว่าทั่วโลก ผู้มีเชื้อเอชไอวีราวร้อยละ 7.4 มีไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย
ในไทย งานวิจัยของคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย ในกรุงเทพฯ เก็บข้อมูลผู้ที่เพิ่งตรวจพบเชื้อเอชไอวีและเข้าบริการเริ่มยาต้านของคลินิก ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2560 ถึงพฤศจิกายน 2562 ในผู้ที่มีผลตรวจไวรัสตับอักเสบบี 4,011 คน พบผลบวก 242 คน หรือร้อยละ 6.0 ของกลุ่มนี้ ผู้วิจัยพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลบวกหลายข้อ ข้อหนึ่งคือการเกิดก่อนปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีให้ทารกแรกเกิดทั่วประเทศ
WHO เขียนว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีอาการตอนเพิ่งรับเชื้อ และการวินิจฉัยต้องยืนยันด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 ของกรมควบคุมโรค กำหนดการตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีไว้ในรายการตรวจเลือดเมื่อทราบว่ามีเชื้อเอชไอวีครั้งแรก
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 แนะนำในบทของหลายโรคให้ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีในผู้มารับบริการทุกราย เท่าที่ผู้เขียนค้นในเล่ม ฉบับนี้ไม่ได้เขียนเรื่องการรักษาไวรัสตับอักเสบบีในผู้มีเชื้อเอชไอวี อ่านเรื่องการตรวจต่อได้ที่ ไวรัสตับอักเสบบี ควรตรวจเมื่อไร และใครควรตรวจ
มีสองเชื้อพร้อมกัน ตับได้รับผลอย่างไร
แนวทางการรักษาเอชไอวีของไทยเขียนว่า ในผู้มีเชื้อเอชไอวีที่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรังร่วมด้วย โรคตับจะดำเนินไปเป็นตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับมากขึ้นและเร็วขึ้น และมีโอกาสเกิดตับอักเสบจากยาต้านเอชไอวีมากกว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
WHO เขียนว่าไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดกิน การรักษาช่วยชะลอตับแข็ง ลดมะเร็งตับ และทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นได้ คนส่วนใหญ่ที่เริ่มรักษาต้องรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต
ยาต้านชุดเดียว ดูแลได้ทั้งสองเชื้อหรือไม่
WHO เขียนว่ายาเทโนโฟเวียร์ ซึ่งอยู่ในสูตรยาที่ WHO แนะนำเป็นสูตรแรกของการรักษาเอชไอวี ออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย แนวทางไทยปี 2564/2565 เขียนว่าผู้ที่มีทั้งสองเชื้อควรได้รับยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาเทโนโฟเวียร์ร่วมกับยาอีกตัวตามที่แนวทางกำหนด
สำหรับคนที่ใช้ยาเทโนโฟเวียร์ไม่ได้ แนวทางไทยมีทางเลือกอื่นเขียนไว้ การเลือกสูตรเป็นการตัดสินใจของแพทย์ สิ่งที่ผู้อ่านทำได้คือบอกแพทย์ทุกครั้งว่ามีไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อย้ายที่รักษา หรือเมื่อมีการเสนอให้เปลี่ยนสูตรยา
แนวทางไทยเขียนด้วยว่า ผู้ที่มีทั้งสองเชื้อซึ่งมีตับแข็งและมีค่า CD4 ต่ำ ต้องได้รับการติดตามใกล้ชิดใน 3 เดือนแรกหลังเริ่มยาต้านเอชไอวี ค่า CD4 เป็นค่าที่ใช้ดูระดับภูมิคุ้มกัน
แนวทางให้เลี่ยงการหยุดยาต้าน เพราะอะไร
แนวทางไทยเขียนว่าควรหลีกเลี่ยงการหยุดยาเทโนโฟเวียร์พร้อมกับยาอีกตัวในสูตร เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดตับอักเสบอย่างรุนแรงและตับวาย จากภาวะไวรัสตับอักเสบบีกำเริบ ผู้เขียนอ่านว่าข้อนี้รวมถึงการปล่อยให้ยาขาดช่วงด้วย เช่น ยาหมดหรือไปรับยาไม่ทัน
ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้ายาใกล้หมด หรืออยากหยุดยาด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่ก่อนวันนัดได้เลย
สำหรับกรณีที่ต้องหยุดยาชุดนี้ระหว่างการรักษาด้วยเหตุใดก็ตาม แนวทางไทยแนะนำให้เฝ้าระวังและติดตาม เพราะมีโอกาสที่ตับอักเสบจะกำเริบ ถ้าหยุดยาไปแล้ว ผู้เขียนแนะนำให้ติดต่อแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอให้มีอาการ
WHO บรรยายอาการของตับอักเสบเฉียบพลันในคนที่เพิ่งรับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไว้ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง และเขียนว่าเมื่อรุนแรงอาจนำไปสู่ตับวายซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าหยุดยาแล้วมีอาการแบบนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ไปโรงพยาบาลทันที
ต้องตรวจติดตามอะไรบ้าง ตามแนวทางไทย
ตารางนี้ย่อจากตารางการติดตามผู้ที่มีทั้งสองเชื้อในแนวทางไทย ปี 2564/2565 รอบตรวจจริงของแต่ละคนให้ยึดตามที่แพทย์นัด
| การตรวจ | ความถี่ที่แนวทางเขียน |
|---|---|
| ค่าการทำงานของตับและไต | ทุก 6 เดือน |
| ปริมาณไวรัสตับอักเสบบีในเลือด | ทุก 6 เดือนจนครบ 1 ปี แล้วตรวจปีละครั้ง |
| ตรวจว่าผลตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบียังเป็นบวกหรือไม่ | ทุก 12 เดือน |
| อัลตราซาวด์ตับ อาจร่วมกับการตรวจเลือดอีกหนึ่งรายการ | ทุก 6 ถึง 12 เดือน ในผู้ที่เป็นตับแข็ง ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือผู้ที่มีมะเร็งตับในครอบครัว เพื่อเฝ้าระวังมะเร็งตับ |
ภาพรวมของการรักษาเอชไอวีอ่านต่อได้ที่หน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
รักษาเอชไอวีอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยตรวจเรื่องตับหรือยัง ทำอย่างไร
ถามหน่วยบริการที่รักษาอยู่ได้ แนวทางไทยปี 2564/2565 มีการตรวจไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในรายการตรวจเลือดเมื่อทราบว่ามีเชื้อเอชไอวีครั้งแรก
ตรวจแล้วไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิ ควรทำอะไรต่อ
แนวทางไทยเขียนว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ผลตรวจหาเชื้อและผลตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีเป็นลบทั้งคู่ ควรได้รับวัคซีน ตารางวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ในแนวทางเขียนด้วยว่าผู้ที่เกิดหลัง พ.ศ. 2535 มักได้รับวัคซีนมาแล้วในวัยเด็ก ถ้าผลตรวจเป็นลบ อาจพิจารณาฉีดกระตุ้น ให้ถามแพทย์เรื่องนี้ อ่านต่อได้ที่ ไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
แพทย์เสนอเปลี่ยนสูตรยาต้าน ควรถามอะไร
ถามว่าสูตรใหม่ยังมีตัวยาที่ออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ แนวทางไทยเขียนว่าควรตรวจเลือดดูไวรัสตับอักเสบบีก่อนเริ่มสูตรที่ไม่มียาเทโนโฟเวียร์
กำลังจะรับเคมีบำบัดหรือยากดภูมิคุ้มกัน ต้องบอกแพทย์เรื่องนี้ไหม
ควรบอก แนวทางไทยปี 2564/2565 มีคำแนะนำเฉพาะเรื่องยาต้านสำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวีที่เคยสัมผัสไวรัสตับอักเสบบีและต้องรับยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบีกำเริบ
คู่ของเราควรไปตรวจด้วยไหม
WHO แนะนำให้คู่และคนในครอบครัวของผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ตรวจหาเชื้อ และเขียนว่าวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีปลอดภัยและได้ผล WHO แนะนำการใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีหนึ่งที่ลดโอกาสรับหรือส่งต่อเชื้อ ถ้ายังไม่พร้อมบอกผลเลือดกับคู่ ปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องวิธีชวนคู่ไปตรวจได้
สรุป
- WHO ยกค่าประมาณว่าทั่วโลก ผู้มีเชื้อเอชไอวีราวร้อยละ 7.4 มีไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย ส่วนงานวิจัยที่คลินิกนิรนามในกรุงเทพฯ ช่วงปี 2560 ถึง 2562 พบผลบวกร้อยละ 6.0 ในผู้ที่เพิ่งตรวจพบเชื้อเอชไอวี เข้าบริการเริ่มยาต้านของคลินิก และมีผลตรวจไวรัสตับอักเสบบี 4,011 คน
- แนวทางไทยปี 2564/2565 เขียนว่าผู้ที่มีทั้งสองเชื้อควรได้รับยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาเทโนโฟเวียร์ ซึ่ง WHO ระบุว่าออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย
- แนวทางไทยเขียนว่าควรหลีกเลี่ยงการหยุดยากลุ่มนี้ เพราะเสี่ยงสูงต่อตับอักเสบรุนแรงและตับวาย ถ้าคิดจะหยุดหรือเปลี่ยนยา ให้คุยกับแพทย์ก่อน ถ้าหยุดไปแล้วให้ติดต่อแพทย์โดยเร็วที่สุด
- แนวทางไทยมีรอบตรวจติดตามตับ ไต และปริมาณไวรัสตับอักเสบบี รอบจริงให้ยึดตามที่แพทย์นัด
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค
- หน้าข้อเท็จจริงเรื่องไวรัสตับอักเสบบี องค์การอนามัยโลก
- งานวิจัยความชุกของไวรัสตับอักเสบบีและซีในผู้ที่เพิ่งตรวจพบเชื้อเอชไอวี คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย วารสาร BMC Public Health ปี 2022



