หิดติดทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ได้ติดทางนี้อย่างเดียว แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค มีบทโรคหิด เขียนว่าโรคหิดติดต่อได้ง่ายทางการสัมผัส และให้รักษาคู่เพศสัมพันธ์ สมาชิกทุกคนในบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิดไปพร้อมกัน ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนว่าหิดติดผ่านการสัมผัสผิวใกล้ชิด เช่น การอยู่บ้านเดียวกัน และระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร (NHS) เขียนว่ารวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าคันหรือมีผื่นที่สงสัยว่าเป็นหิด ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจ และไม่ซื้อยามาทาเอง
หิดติดทางเพศได้อย่างไร และติดจากการอยู่บ้านเดียวกันได้ไหม
หิดเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei องค์การอนามัยโลกอธิบายว่าตัวไรไชเข้าไปในผิวชั้นบนสุด ตัวเมียวางไข่ในนั้น และติดจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสผิวใกล้ชิด เช่น การอยู่บ้านเดียวกัน ยิ่งคนที่เป็นมีตัวไรมาก โอกาสติดก็ยิ่งสูง และสูงที่สุดเมื่อสัมผัสคนที่เป็นหิดชนิดผื่นหนา (crusted scabies) ส่วน NHS เขียนว่าหิดติดผ่านการสัมผัสผิวใกล้ชิด รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และใครก็เป็นหิดได้ ไม่เกี่ยวกับความไม่สะอาด
องค์การอนามัยโลกเขียนด้วยว่าหิดทั่วไปไม่ค่อยติดจากเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน แต่ของใช้เหล่านี้อาจสำคัญกับหิดชนิดผื่นหนา และเพราะช่วงแรกของการติดยังไม่มีอาการ คนที่ติดจึงอาจส่งต่อให้คนอื่นได้ก่อนตัวเองเริ่มมีอาการ
อาการของหิด สังเกตตรงไหนได้บ้าง
แนวทางไทยปี 2567 เขียนว่าอาการคันเป็นอาการสำคัญที่สุดของโรคหิด มักคันทั่วตัวและคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน และอาจมีประวัติว่าคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดคันด้วย
รอยโรคมีได้หลายแบบ เช่น ตุ่มนูน ตุ่มน้ำ และตุ่มก้อน พบบ่อยที่ข้อมือ ง่ามนิ้วมือและเท้า รักแร้ ซอกพับ สะดือ และอวัยวะเพศ ลักษณะเฉพาะของโรคคือรอยอุโมงค์สั้น ๆ คดเคี้ยวที่ตัวหิดไชไว้ แต่รอยที่พบส่วนใหญ่มักเป็นรอยเกาและผิวหนังอักเสบ ในผู้ชายอาจมีตุ่มแดงที่อวัยวะเพศ ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนถึงตุ่มอักเสบรอบเต้านมของผู้หญิงด้วย และเขียนว่าในเด็กเล็กผื่นอาจกว้างกว่า รวมถึงฝ่ามือ ฝ่าเท้า ข้อเท้า และหนังศีรษะ
แนวทางไทยเขียนถึงหิดชนิดผื่นหนาไว้แยก ซึ่งพบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่อยู่ในระยะเอดส์ ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยติดเตียง ผื่นจะหนา มีขุยและสะเก็ดสีเหลืองน้ำตาล พบได้ทั่วตัว บ่อยที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และใต้เล็บ องค์การอนามัยโลกเขียนว่าหิดชนิดนี้มักไม่คัน และติดต่อง่ายมาก
ข้อมูลในหัวข้อนี้ไม่ได้มีไว้ให้ตัดสินเองว่าเป็นหรือไม่เป็นหิด ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์ และบอกด้วยว่ามีคู่หรือคนในบ้านที่คันเหมือนกันหรือไม่

หิดทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง
แนวทางไทยปี 2567 เขียนว่าภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยของโรคหิดคือการติดเชื้อแบคทีเรีย องค์การอนามัยโลกอธิบายว่าการเกาและผลของตัวไรต่อภูมิคุ้มกันทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ผิวได้ เกิดเป็นแผลพุพอง โดยเฉพาะในเขตร้อน ซึ่งลุกลามเป็นการติดเชื้อที่ลึกขึ้น เช่น ฝี หรือการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
องค์การอนามัยโลกเขียนต่อว่าในพื้นที่เขตร้อน การติดเชื้อที่ผิวหนังจากหิดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยของโรคไต และอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจรูมาติก ส่วนหิดชนิดผื่นหนา องค์การอนามัยโลกเขียนว่าอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์ตั้งแต่สงสัย ไม่รอดูว่าจะหายเอง
แพทย์วินิจฉัยหิดอย่างไร และรักษาด้วยหลักอะไร
แนวทางไทยปี 2567 เขียนว่ายืนยันโรคหิดได้จากการขูดผิวตรงรอยอุโมงค์ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ แต่วิธีนี้มีความไวต่ำ คืออาจตรวจไม่พบแม้เป็นหิด และการตรวจหาตัวหิดต้องอาศัยความชำนาญ ถ้าประวัติและรอยโรคเข้าได้กับโรคหิด แม้ตรวจไม่พบตัวหิด ก็อาจให้การรักษาไปก่อนแล้วติดตามอาการ
ถ้าเพิ่งตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วผลเป็นลบ แต่ยังคันหรือมีผื่น อ่านต่อได้ที่ ผลตรวจ STI เป็นลบแต่ยังมีอาการ
แนวทางไทยให้ทายารักษาหิดทั่วทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้า ไม่เว้นซอกอับ ถ้ามีรอยโรคที่ใบหน้าและศีรษะก็ทาได้ ยาที่แนวทางให้แพทย์เลือกมีทั้งยาทาและยารับประทาน ส่วนหิดชนิดผื่นหนาใช้ยาทากับยารับประทานพร้อมกัน องค์การอนามัยโลกเขียนว่ายาไม่ฆ่าไข่ของตัวไร จึงควรรักษาซ้ำเพื่อฆ่าตัวที่เพิ่งฟักออกมา ชนิดยา รายละเอียดการทา และจำนวนครั้งเป็นเรื่องที่แพทย์กำหนด ต้องทำตามที่แพทย์หรือผู้จ่ายยาอธิบายให้ครบ
ป้องกันหิดและไม่ให้กลับมาติดซ้ำ
แนวทางไทยให้รักษาคู่เพศสัมพันธ์ สมาชิกทุกคนในบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิดไปพร้อมกัน แม้ไม่มีอาการ เพื่อป้องกันการติดซ้ำจากคนที่ยังไม่ได้รักษา องค์การอนามัยโลกเขียนว่าการรักษาให้เร็วที่สุดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการระบาด
เรื่องเสื้อผ้าและเครื่องนอนของคนที่เป็นหิด แนวทางไทยให้ซักด้วยน้ำร้อนหรืออบด้วยความร้อนที่ 50 ถึง 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป ของที่ซักไม่ได้ให้เก็บในถุงพลาสติกปิดมิดชิดอย่างน้อย 72 ชั่วโมง องค์การอนามัยโลกเขียนให้ปิดถุงไว้หนึ่งสัปดาห์ สองหน่วยงานเขียนระยะไม่เท่ากัน
องค์การอนามัยโลกแนะนำเพิ่มให้เลี่ยงการสัมผัสผิวกับคนที่เป็นหิด โดยเฉพาะเมื่อมีผื่นคัน และทำความสะอาดห้องหลังคนที่เป็นได้รับการรักษาแล้ว โดยเฉพาะกรณีหิดชนิดผื่นหนา ส่วน NHS เขียนให้คนที่เป็นหิดงดมีเพศสัมพันธ์และการสัมผัสใกล้ชิดจนกว่าจะรักษาครบ

คำถามที่พบบ่อย
ซื้อยาทาหิดมาใช้เองได้ไหม
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนไว้ตอนต้นเล่มว่าแนวทางการใช้ยาจัดทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ไม่แนะนำให้ประชาชนใช้แนวทางนี้ซื้อยามารักษาตัวเอง เพราะการใช้ยาโดยไม่ได้วินิจฉัยอย่างถูกต้องอาจทำให้รักษาไม่ได้ผล และเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงจากยาได้ ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์ก่อน
เป็นหิดตอนอยู่กับเอชไอวี แนวทางไทยเขียนไว้อย่างไร
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ให้รักษาเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี ยกเว้นถ้ามีอาการและรอยโรคมาก ให้รักษาแบบหิดชนิดผื่นหนา ซึ่งแพทย์เป็นผู้ประเมิน อ่านเรื่องโรคอื่นต่อได้ที่ STI ในผู้มีเชื้อเอชไอวี ดูแลต่างจากคนอื่นไหม
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือเด็กเป็นหิด ต้องบอกอะไรแพทย์
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนการรักษาหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กแยกไว้ ยาหรือวิธีทาบางอย่างต่างจากผู้ใหญ่ทั่วไป และยาบางชนิดห้ามใช้ในบางกลุ่ม แพทย์จึงเป็นผู้เลือกยา ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ทุกครั้งว่าคนที่จะใช้ยากำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือเป็นเด็ก รวมถึงอายุและน้ำหนักตัว
รักษาแล้วยังคันอยู่ แปลว่าไม่หายใช่ไหม
ยังไม่แน่ แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนว่าโดยทั่วไปผื่นและอาการคันมักดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ บางรายยังคันได้นานถึง 4 สัปดาห์แม้รักษาหายแล้ว เอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่าอาการคันมักหนักขึ้นในหนึ่งถึงสองสัปดาห์แรกหลังเริ่มรักษา ถ้ามีผื่นใหม่ แนวทางไทยให้พิจารณาตรวจซ้ำ และให้การนัดดูอาการเป็นดุลยพินิจของแพทย์ อย่านับวันแล้วสรุปเอง ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ว่าควรกลับไปเมื่อไร และกลับไปก่อนถ้ามีผื่นใหม่หรือกังวลว่าอาการไม่ดีขึ้น
รักษาหายแล้ว กลับมาเป็นหิดอีกได้ไหม
ได้ แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนว่าถ้ารักษาแล้วยังพบการติดเชื้อ ให้พิจารณาปัจจัยที่อาจทำให้รักษาไม่สำเร็จ เช่น วิธีหรือจำนวนครั้งของการทายา ความร่วมมือในการรักษาของสมาชิกในบ้าน และการติดเชื้อซ้ำ เอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนถึงพื้นที่เขตร้อนที่ทรัพยากรจำกัดว่าการกลับมาเป็นซ้ำพบได้บ่อย ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ว่าใครบ้างต้องรับการรักษาพร้อมกัน และทำตามวิธีทายาที่ได้รับให้ครบทุกขั้น
สรุป
- แนวทางไทย พ.ศ. 2567 จัดหิดไว้ในเล่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ องค์การอนามัยโลกเขียนว่าหิดติดผ่านการสัมผัสผิวใกล้ชิด เช่น การอยู่บ้านเดียวกัน และ NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่ารวมถึงการมีเพศสัมพันธ์
- อาการสำคัญตามแนวทางไทยคือคันมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนว่าหิดชนิดผื่นหนามักไม่คัน การจะรู้ว่าเป็นหิดหรือโรคอื่นจึงควรให้แพทย์ตรวจ
- ภาวะแทรกซ้อนที่แนวทางไทยเขียนว่าพบบ่อยคือการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งองค์การอนามัยโลกเขียนว่าลุกลามถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
- ยาและวิธีทาเป็นเรื่องที่แพทย์กำหนด และแนวทางไทยให้รักษาคู่เพศสัมพันธ์ คนในบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิดพร้อมกันแม้ไม่มีอาการ
อ่านเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นต่อได้ที่หน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค บทโรคหิด (PDF)
- Scabies — fact sheet องค์การอนามัยโลก ฉบับ 31 พฤษภาคม 2023
- Scabies ระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร (NHS) ทางติดต่อของหิด


