ไวรัสตับอักเสบซีในผู้มีเชื้อเอชไอวีตรวจได้และรักษาให้หายได้ (ไวรัสตับอักเสบซีเรียกย่อว่า HCV) แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของไทย ฉบับปี 2564/2565 ให้ตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อทราบว่ามีเชื้อเอชไอวี ผลบวกให้ตรวจหาตัวไวรัสต่อ และให้ทุกคนที่ยังตรวจพบไวรัสได้รับยารักษาไวรัสตับอักเสบซีแบบเดียวกับคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี คนที่ยังไม่เริ่มยาต้านเอชไอวีให้เริ่มยาต้านก่อน แพทย์เป็นผู้เลือกยาทั้งสองอย่าง
ไวรัสตับอักเสบซีในผู้มีเชื้อเอชไอวี ทำไมต้องใส่ใจ
แนวทางฉบับปี 2564/2565 เขียนว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีที่มีไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังร่วมด้วย โรคตับจะดำเนินไปเป็นตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับมากขึ้นและเร็วขึ้น และมีโอกาสตับอักเสบจากยาต้านเอชไอวีมากกว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีไวรัสตับอักเสบ และมีโอกาสเกิดโรคนอกตับที่เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบซีสูงกว่าคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี เช่น เบาหวาน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และไตวาย
แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 เขียนว่าคนที่มีไวรัสตับอักเสบซีมักไม่มีอาการชัดจนกว่าจะมีปัญหาตับ ซึ่งใช้เวลานานกว่า 30 ปีหลังรับเชื้อ การตรวจพบเร็วแล้วรีบรักษาช่วยลดโรคตับรุนแรงและป้องกันการแพร่เชื้อ
ควรตรวจเมื่อไร และผลบวกต้องตรวจอะไรต่อ
แนวทางฉบับปี 2564/2565 ใส่การตรวจแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซีไว้ในการตรวจเลือดเมื่อทราบว่ามีเชื้อเอชไอวี ถ้าผลเป็นลบแต่ค่าเอนไซม์ตับผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือยังใช้สารเสพติดแบบฉีด ให้ตรวจซ้ำปีละครั้ง และให้ตรวจหาไวรัสตับอักเสบซีทุกครั้งที่ตับอักเสบโดยหาสาเหตุไม่พบ
แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีได้สิทธิคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีซ้ำทุกปี และผู้ที่แอนติบอดีเป็นบวกตรวจยืนยันและรับยาที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้เขียนไม่พบเรื่องนี้ในหน้าคู่มือผู้ใช้สิทธิของ สปสช. ที่เปิดอ่านเมื่อ 27 และ 29 ตุลาคม 2569 เงื่อนไขให้ถามหน่วยบริการหรือสายด่วน สปสช. 1330 คนที่ไม่มีบัตรประชาชนไทยให้ถามค่าใช้จ่ายก่อน
แนวทางการตรวจปี 2568 นับผู้มีเชื้อเอชไอวี ผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น และคู่เพศสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้ ไว้ในรายชื่อผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี ส่วนแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 แนะนำให้ผู้มารับบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีด้วย เรื่องโรคอื่นอ่านต่อที่ STI ในผู้มีเชื้อเอชไอวี ดูแลต่างจากคนอื่นไหม
แนวทางการตรวจปี 2568 อธิบายว่าแอนติบอดีบอกแค่ว่าเคยได้รับเชื้อ และแยกไม่ได้ว่ายังมีเชื้ออยู่หรือหายแล้ว จึงให้ยืนยันด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือแอนติเจนของไวรัส ถ้าไม่พบตัวไวรัส แนวทางฉบับปี 2564/2565 เขียนว่าร่างกายกำจัดเชื้อได้เองและไม่ต้องรักษา ถ้าพบ ให้ประเมินโรคร่วม เช่น ไต เบาหวาน ไวรัสตับอักเสบบี และภาวะตับแข็ง ผลตรวจเหล่านี้แพทย์เป็นผู้อ่าน

ยืนยันว่ามีไวรัสแล้ว แนวทางให้เริ่มอะไรก่อน
แนวทางฉบับปี 2564/2565 ให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีทุกคนที่ตรวจพบไวรัสตับอักเสบซีในเลือดได้รับยารักษาไวรัสตับอักเสบซี โดยไม่คำนึงถึงระยะพังผืดของตับ ระดับ CD4 หรือปริมาณเชื้อเอชไอวี ข้อบ่งชี้และสูตรยาเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี เพราะอัตราการหายไม่ต่างกัน และมีโอกาสหายขาดสูง โดยนับว่าหายเมื่อตรวจไม่พบไวรัสในเลือด 3 เดือนหลังรักษาครบ
บางกรณีแนวทางเขียนลำดับหรือขั้นเพิ่มไว้
- ยังไม่เริ่มยาต้านเอชไอวี ให้เริ่มยาต้านโดยเร็วก่อน แล้วจึงเริ่มยารักษาไวรัสตับอักเสบซี
- มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่ยังเป็นอยู่ โดยเฉพาะวัณโรค ให้รักษาให้จบก่อน
- มีไวรัสตับอักเสบบีด้วย ให้รักษาไวรัสตับอักเสบบีก่อน เพื่อลดโอกาสที่ไวรัสตับอักเสบบีจะกำเริบ ดู เอชไอวีกับไวรัสตับอักเสบบี เป็นพร้อมกันรักษาอย่างไร
- มีตับแข็ง ให้ประเมินการทำงานของตับ ถ้าเสื่อมมากให้ส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตับ
- เคยรักษาไวรัสตับอักเสบซีแล้วไม่สำเร็จ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ระยะเวลาใช้ยาแนวทางเขียนไว้ต่างกันตามกรณี แพทย์เป็นผู้เลือกยา กำหนดลำดับการรักษา และกำหนดระยะเวลา ให้ใช้ยาจนครบ อย่าซื้อยามาใช้เอง และอย่าเลื่อนการรักษาเรื่องใดเอง ถ้าตรงกับข้อใดในรายการข้างบน ให้บอกแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรก
ใช้ยาต้านเอชไอวีอยู่ ต้องบอกอะไรแพทย์บ้าง
แนวทางฉบับปี 2564/2565 เขียนว่ายารักษาไวรัสตับอักเสบซีบางสูตรไม่ควรใช้คู่กับยาต้านเอชไอวีบางตัว และบางสูตรทำให้ระดับยาต้านบางตัวสูงขึ้น บางคนจึงอาจต้องเปลี่ยนยาต้านก่อนเริ่มรักษา การเลือกหรือเปลี่ยนยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์
ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ที่ดูแลเรื่องเอชไอวีและแพทย์ที่ดูแลเรื่องตับ ถ้าเป็นคนละคน ว่า
- ใช้ยาต้านเอชไอวีสูตรไหนอยู่ และเคยเปลี่ยนสูตรมาก่อนไหม
- มีไวรัสตับอักเสบบี วัณโรค หรือโรคอื่นที่กำลังรักษาอยู่ไหม
- ยาอื่นทุกชนิดที่ใช้อยู่ รวมถึงยาที่ซื้อเอง
อย่าหยุด เริ่ม หรือเปลี่ยนยาต้านเอชไอวี ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี หรือยาไวรัสตับอักเสบบีด้วยตัวเอง
หายแล้วกลับมาติดใหม่ได้ไหม
ติดซ้ำได้ แนวทางฉบับปี 2564/2565 ให้ตรวจหาตัวไวรัสเพิ่มเมื่อสงสัยว่าติดซ้ำ เช่น ค่าเอนไซม์ตับกลับมาสูงขึ้นใหม่ และให้คนที่มีโอกาสติดซ้ำติดตามค่าเอนไซม์ตับทุก 6 เดือน โดยยกตัวอย่างการใช้สารเสพติดแบบฉีด และการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายที่มีคู่นอนหลายคน
ถ้ามีตับแข็งหรือพังผืดในตับถึงเกณฑ์ที่แนวทางกำหนด แนวทางให้ตรวจคัดกรองมะเร็งตับด้วยอัลตร้าซาวด์ทุก 12 เดือน

คำถามที่พบบ่อย
ติด HCV จากเซ็กส์ได้ไหม มีวัคซีนหรือยัง
ได้ แนวทางการตรวจปี 2568 นับกิจกรรมทางเพศที่นำไปสู่การสัมผัสเลือดเป็นทางติดต่อทางหนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) เขียนว่าทางนี้พบน้อยกว่าทางอื่น เช่น การใช้เข็มฉีดร่วมกัน ไม่ติดจากการกอด จูบ หรือกินอาหารร่วมกัน และยังไม่มีวัคซีนที่ได้ผล
CD4 ต่ำมาก ตรวจแอนติบอดีแล้วเป็นลบ เชื่อได้ไหม
แนวทางฉบับปี 2564/2565 เขียนว่าในคนที่มีโอกาสรับเชื้อ เมื่อ CD4 ต่ำมาก ผลแอนติบอดีอาจเป็นลบทั้งที่มีเชื้อ จึงให้ตรวจหาตัวไวรัสเพื่อยืนยัน หรือตรวจแอนติบอดีซ้ำเมื่อ CD4 สูงขึ้น แพทย์เป็นผู้อ่านผลเลือดของคุณ
รักษาหายแล้ว แต่แอนติบอดียังเป็นบวก แปลว่ายังไม่หายไหม
ไม่จำเป็น แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าแอนติบอดียังตรวจพบได้หลังหายจากโรคแล้ว และแยกคนที่ยังมีเชื้อกับคนที่หายแล้วไม่ได้ หายหรือไม่ดูจากการตรวจหาตัวไวรัส ซึ่งแพทย์เป็นผู้อ่านผล
ถ้าเพิ่งติดเชื้อมาไม่นาน ต้องรอดูว่าหายเองก่อนไหม
แนวทางฉบับปี 2564/2565 เขียนว่ากรณีติดเชื้อเฉียบพลัน ให้ตรวจหาตัวไวรัสเพื่อยืนยัน ถ้าปริมาณสูงให้ตรวจซ้ำที่ 6 เดือน ถ้าไม่พบแปลว่าหายเอง แต่แนวทางยกคำแนะนำของ WHO ให้รักษาเลยเพื่อลดการแพร่เชื้อ และให้คนที่อาจหลุดจากการติดตามได้รักษาก่อน จะรอหรือเริ่มเลยให้ตัดสินใจกับแพทย์
ควรงดแอลกอฮอล์ไหม
WHO เขียนว่าคนที่มีไวรัสตับอักเสบซีอาจได้ประโยชน์จากการงดแอลกอฮอล์และคุมน้ำหนัก ผู้เขียนไม่พบเรื่องแอลกอฮอล์ในหัวข้อไวรัสตับอักเสบซีของแนวทางไทยสองเล่มที่เปิดอ่าน
สรุป
- แนวทางการรักษาเอชไอวีของไทย ฉบับปี 2564/2565 ให้ตรวจแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อทราบว่ามีเชื้อเอชไอวี ผลบวกให้ยืนยันด้วยการตรวจหาตัวไวรัส ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจซ้ำเมื่อไร
- แนวทางเดียวกันให้ทุกคนที่ตรวจพบไวรัสได้ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี ยังไม่เริ่มยาต้านให้เริ่มยาต้านก่อน และบางกรณีต้องรักษาเรื่องอื่นก่อน เช่น วัณโรคที่ยังเป็นอยู่หรือไวรัสตับอักเสบบี ลำดับให้แพทย์กำหนด
- แนวทางเขียนว่ายาต้านเอชไอวีบางตัวไม่ควรใช้คู่กับยารักษาไวรัสตับอักเสบซีบางสูตร แพทย์เป็นผู้ตัดสิน อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
- หายแล้วติดซ้ำได้ ให้ตรวจหาตัวไวรัสเมื่อสงสัย
อ่านภาพรวมของการรักษาเอชไอวีต่อได้ที่มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) หน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2565
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค
- World Health Organization: Hepatitis C ปรับปรุง 28 กรกฎาคม 2569
- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ: คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


