ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความรู้เรื่องการป้องกันตัวเองด้านสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่หลายคนกังวลอย่าง HIV ซึ่งแม้ในปัจจุบันการรักษาจะก้าวหน้าอย่างมาก แต่การป้องกัน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพทั้งของตัวเรา และคนรอบข้าง
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า PrEP และ PEP อยู่บ่อยครั้ง แต่ยังสับสนว่าแตกต่างกันอย่างไร ใช้อย่างไร และต้องใช้อยู่ในช่วงเวลาแบบไหน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องซับซ้อน หรือสงสัยว่าต้องเป็นหมอเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้ แต่ความจริงแล้ว ทั้ง PrEP และ PEP เป็นวิธีป้องกัน HIV ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐานทางการแพทย์ และที่สำคัญ… ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง หากใช้ถูกวิธี!

PrEP คืออะไร? และทำไมถึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันเอชไอวี
PrEP ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis หรือ ยาป้องกันก่อนมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี เป็นวิธีป้องกันเอชไอวี ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก จุดเด่นของ PrEP คือ การสร้างระดับยาในร่างกายให้พร้อม เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสสามารถเพิ่มจำนวน หรือสร้างการติดเชื้อได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
PrEP จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดของยุคนี้ เพราะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีพฤติกรรมทางเพศที่อาจเสี่ยง ซึ่งเมื่อใช้ถูกวิธี งานวิจัยชี้ว่าช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้เกือบ 100%
ทำไม PrEP จึงมีความสำคัญ?
- สร้างระดับยาในร่างกายล่วงหน้า ทำให้ไวรัสไม่สามารถขยายตัว
- ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง เมื่อกินยาอย่างสม่ำเสมอ
- ได้รับการรับรองจาก WHO และ CDC ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกัน HIV ที่ดีที่สุดในยุคนี้
- เป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงซ้ำ ๆ หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจด้านสุขภาพทางเพศ
PrEP ทำงานอย่างไรในร่างกายมนุษย์
หลักการทำงานของ PrEP คือการให้ยาต้านไวรัสเข้าไปสะสมในเซลล์ของร่างกายก่อนที่ HIV จะเข้ามา เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะไม่สามารถเพิ่มจำนวนและถูกกำจัดไปในที่สุด ระดับยาที่สูงพอในเลือดและเนื้อเยื่อคือ สิ่งสำคัญที่ทำให้ PrEP มีประสิทธิภาพสูง
จุดสำคัญของ PrEP ที่ต้องรู้
- ต้องกินให้ สม่ำเสมอทุกวัน เพื่อรักษาระดับยา
- ลืมกินบ่อย = ระดับยาลดลง = ประสิทธิภาพลดลง
- ใช้แบบ On-Demand ต้องทำตามสูตรที่ถูกต้อง
- ต้องตรวจ HIV ทุก 3 เดือน
ดังนั้นวินัยเป็นส่วนสำคัญของการใช้ PrEP ให้ได้ผลสูงสุด
ใช้ PrEP แบบไหนได้บ้าง? Daily PrEP และ On-Demand PrEP
PrEP มี 2 รูปแบบหลักที่ถูกแนะนำโดย CDC และ WHO ได้แก่แบบกินทุกวัน และแบบเฉพาะก่อนมีความเสี่ยง ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ตารางเปรียบเทียบ Daily PrEP vs On-Demand PrEP
| ประเภท | วิธีใช้ | เหมาะสำหรับใคร | จุดเด่น |
| Daily PrEP | กินทุกวันสม่ำเสมอ | ผู้มีความเสี่ยงเป็นประจำ เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ | ให้การป้องกันสูงสุด ไม่ต้องวางแผนเวลา |
| On-Demand (2-1-1) | 2 เม็ดก่อนมีเพศสัมพันธ์ ≥ 2 ชม., 1 เม็ดหลัง 24 ชม., 1 เม็ดหลัง 48 ชม. | ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แบบเป็นครั้งคราว มีการวางแผนล่วงหน้า | ไม่ต้องกินทุกวัน ประหยัดจำนวนยา |
รูปแบบใดดีกว่าขึ้นอยู่กับ รูปแบบพฤติกรรม ไม่ใช่เพศ หรืออายุ
ใครเหมาะกับการใช้ PrEP?
แม้หลายคนคิดว่า PrEP เหมาะกับ คนเสี่ยงมาก เท่านั้น แต่ในความจริง PrEP เหมาะกับทุกคนที่มีพฤติกรรมที่อาจทำให้ติดเชื้อได้ กลุ่มที่เหมาะกับ PrEP ได้แก่
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน
- คนที่มีคู่นอนหลายคน
- คนที่มักดื่ม หรือเมาแล้วขาดการควบคุม
- คู่ชาย–ชาย, ชาย–หญิง, หญิง–หญิง ที่มีความเสี่ยง
- คู่รักที่คนหนึ่งติด HIV แต่กดไวรัสได้แล้ว (U=U)
- ผู้ใช้สารเสพติดแบบฉีด
- คนที่ใช้ PEP บ่อย = มีความเสี่ยงซ้ำ ควรเปลี่ยนมาใช้ PrEP แทน
PrEP ช่วยลดความเสี่ยงให้เกือบเป็นศูนย์ และทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
PEP คืออะไร? ทำไมถึงเรียกว่า ยาฉุกเฉิน ของการป้องกัน HIV
PEP ย่อมาจาก Post-Exposure Prophylaxis หรือยาป้องกันหลังมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี แตกต่างจาก PrEP ที่ใช้ก่อนมีความเสี่ยง เพราะ PEP ใช้เฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นแล้ว และต้องรีบเริ่มใช้ทันทีเพื่อให้ได้ผลสูงสุด
เมื่อไรที่ควรใช้ PEP?
PEP เหมาะสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น
- ถุงยางอนามัยแตก หรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
- ถูกเข็มตำ หรือสัมผัสเลือดที่อาจปนเปื้อน
- ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
- ไม่แน่ใจถึงสถานะการติดเชื้อของคู่นอน
สถานการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ควรเริ่มใช้ PEP โดยเร็วที่สุด
ทำไมต้องภายใน 72 ชั่วโมง?
- PEP ต้องใช้ ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ เท่านั้น
- ยิ่งเริ่มเร็ว ประสิทธิภาพยิ่งสูง
- หากเริ่มช้าเกิน 72 ชั่วโมง ความสามารถในการป้องกันจะลดลงอย่างมากจนแทบไม่ช่วยอะไร
นี่คือเหตุผลที่ PEP ถูกเรียกว่า ยาฉุกเฉิน เพราะ เวลา คือสิ่งสำคัญที่สุด
ต้องใช้ยาอย่างไรถึงจะได้ผล?
- ต้องกินยา ติดต่อกัน 28 วันครบคอร์ส โดยไม่หยุดเอง
- ต้องตรวจเอชไอวี ก่อนเริ่มใช้ และ หลังจบคอร์สตามกำหนด
- มีการติดตามอาการ หรือผลข้างเคียง โดยส่วนใหญ่พบได้น้อย และไม่รุนแรง
- การรักษาความต่อเนื่องของการกินยา (adherence) คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการให้ PEP มีประสิทธิภาพสูงสุด
ใครเหมาะกับการใช้ PEP?
PEP คือยาฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน
เหมาะสำหรับกรณีเหล่านี้
- ถุงยางอนามัยแตก/หลุด
- ถูกบังคับ หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ
- มีเพศสัมพันธ์ทันทีโดยไม่ทันเตรียมถุงยางอนามัย หรือ PrEP
- ถูกเข็มตำ หรือมีเลือดของผู้อื่นกระเด็นใส่บริเวณเสี่ยง
- สัมผัสสารคัดหลั่งที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัย หรือไม่
ข้อควรรู้ของ PEP
- ต้องรับยาอย่างเคร่งครัด 28 วัน
- ห้ามหยุดยาเอง
- ต้องตรวจ HIV และติดตามผลตามกำหนด

PrEP และ PEP ต่างกันอย่างไร? เลือกให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า
การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง PrEP และ PEP เป็นสิ่งสำคัญ เพราะทั้งสองไม่ได้แทนกันได้ แต่ถูกออกแบบให้ใช้งาน คนละสถานการณ์ PrEP คือ การป้องกันแบบวางแผนล่วงหน้า เหมาะกับคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง ส่วน PEP คือ การป้องกันแบบฉุกเฉินหลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
PrEP ต้องกินให้ต่อเนื่อง และต้องตรวจสุขภาพก่อนเริ่มใช้ ส่วน PEP ใช้ติดต่อกันเพียง 28 วัน แต่ต้องเริ่มใช้ให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นต้องติดตามผลการตรวจเลือดอย่างใกล้ชิด
การเลือกผิดแบบ เช่นหันไปใช้ PEP ทุกครั้งแทนการใช้ PrEP ทั้งที่มีความเสี่ยงบ่อยครั้ง อาจทำให้ระดับประสิทธิภาพของการป้องกันโดยรวมลดลง ดังนั้นการประเมินรูปแบบชีวิตของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ตารางสรุปความต่างระหว่าง PrEP vs PEP
| ประเด็น | PrEP | PEP |
| ใช้ เมื่อไร | ก่อนมีความเสี่ยง | หลังมีความเสี่ยง |
| เหมาะกับ | ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำๆ | เหตุการณ์ฉุกเฉิน ร่วมเพศโดยไม่ได้ป้องกัน |
| ระยะเวลาใช้ | ต่อเนื่องยาว | 28 วัน |
| เริ่มใช้ได้เมื่อ | ตรวจ HIV เป็นลบ | ภายใน 72 ชั่วโมง |
| ประสิทธิภาพ | สูงสุด เมื่อกินทุกวัน | สูง เมื่อเริ่มเร็ว |
การเลือกผิด (เช่น ใช้ PEP บ่อยแทน PrEP) อาจทำให้เสี่ยงโดยไม่จำเป็น จึงควรเลือกตามพฤติกรรมจริงของตัวเอง
การตรวจเอชไอวี ก่อนเริ่มใช้ PrEP หรือ PEP สำคัญแค่ไหน?
การตรวจ HIV ก่อนใช้ยาเป็นเรื่องจำเป็น เพราะ PrEP และ PEP เป็นยาป้องกัน ไม่ใช่ยารักษา หากมีเชื้ออยู่แล้ว การใช้ยานี้อาจทำให้เกิดการดื้อยาได้
เหตุผลที่ต้องตรวจ HIV ก่อนเริ่มยา
- ป้องกันไวรัสดื้อยา
- ป้องกันผลเลือดผิดพลาด
- เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยา
- เพื่อประเมินว่าควรใช้ PrEP หรือ PEP แบบใด
ผู้ใช้ PrEP ต้องตรวจทุก 3 เดือน ส่วนผู้ใช้ PEP ต้องตรวจหลังจบคอร์ส 4–12 สัปดาห์ ตามมาตรฐานสากล
ผลข้างเคียงของการใช้ยา PrEP และ PEP
ผลข้างเคียงของ PrEP และ PEP ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อย เช่น
- คลื่นไส้
- มึนศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- ท้องอืด
อาการมักหายเองในไม่กี่วันเมื่อร่างกายปรับตัว แต่การตรวจสุขภาพทุก 3 เดือนช่วยให้มั่นใจว่าปลอดภัยในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

การป้องกันอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกับ PrEP และ PEP เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด
แม้ PrEP และ PEP จะเป็นวิธีป้องกัน HIV ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ และไม่ได้ทดแทนพฤติกรรมที่ปลอดภัยทั้งหมด ดังนั้นการใช้วิธิป้องกันอื่นร่วมด้วยจึงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้แบบรอบด้าน ทำให้คุณมั่นใจมากขึ้นในการดูแลสุขภาพของตนเอง
- ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด และควรใช้ร่วมกับ PrEP/PEP ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย- ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม และ HPV
- ป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์
- ลดความเสี่ยงโดยรวม แม้ในกรณีที่ลืมยา
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ผู้ที่ใช้ PrEP มักได้รับคำแนะนำให้ตรวจโรค STIs ทุก 3–6 เดือน เพื่อประเมินสุขภาพทางเพศในภาพรวม
ประโยชน์ของการตรวจสม่ำเสมอ- พบการติดเชื้อได้เร็ว รักษาได้ทัน
- ลดโอกาสแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
- ปรับแผนการป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น
- ฉีดวัคซีนที่สำคัญ เช่น HPV และไวรัสตับอักเสบ การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันระดับพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงหลายชนิด
วัคซีนที่แนะนำ- วัคซีน HPV (ป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และหูด)
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (ในบางกลุ่มเสี่ยง)
- เลือกพฤติกรรมทางเพศอย่างมีสติ และตระหนักรู้ แม้ PrEP และ PEP จะมีประสิทธิภาพสูง การปรับพฤติกรรมบางอย่างช่วยลดความเสี่ยงได้อีกมาก เช่น
- ลดจำนวนคู่นอน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ขณะมึนเมา
- พูดคุยเรื่องการตรวจเลือด และสุขภาพทางเพศกับคู่นอน
- ใช้สารหล่อลื่นอย่างเหมาะสม การใช้สารหล่อลื่นที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงการถลอก หรือบาดเจ็บของผิวหนัง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงในการติดเชื้อ
- ใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำ (water-based) หากใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย
- หลีกเลี่ยงสูตรน้ำมัน (oil-based) เพราะทำให้ถุงยางอนามัยขาดง่าย
- เข้ารับการปรึกษา และติดตามกับบุคลากรสาธารณสุข การมีข้อมูลที่ถูกต้องช่วยให้การใช้ PrEP หรือ PEP เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- ปรึกษาแพทย์ หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพ
- ประเมินความเสี่ยงเป็นระยะ
- ปรับวิธีป้องกันให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
PrEP และ PEP เป็นนวัตกรรมสำคัญของยุคปัจจุบันที่ช่วยให้การป้องกัน HIV มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ชื่อจะดูซับซ้อน แต่หลักการง่ายมาก คือการสร้าง เกราะกำบัง ก่อน และหลังมีความเสี่ยง เพื่อให้โอกาสติดเชื้อแทบเป็นศูนย์
PrEP เหมาะกับคนที่มีความเสี่ยงเป็นประจำ และต้องการป้องกันแบบระยะยาว ส่วน PEP เหมาะกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความแตกต่างของทั้งสองแบบนี้ช่วยให้ผู้คนมีอิสระในการเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น
ไม่ว่าคุณจะใช้ PrEP PEP ถุงยางอนามัย หรือใช้ทั้งหมดร่วมกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพอย่างมีสติ รู้จักประเมินความเสี่ยง และเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศที่มีคุณภาพ เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง ทุกคนสามารถป้องกันตัวเองได้โดยไม่ต้องเป็นหมอ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเต็มไปด้วยสุขภาพที่ดีในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PrEP Overview. Comprehensive details on PrEP use, effectiveness, and guidelines.
[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/prep.html - Centers for Disease Control and Prevention (CDC). PEP: Post-Exposure Prophylaxis. Updated recommendations for emergency HIV prevention.
[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/pep.html - UNAIDS. HIV Prevention and Global Strategies: Key facts and policy guidance.
[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). ข้อมูลบริการยาป้องกันการติดเชื้อ HIV แบบ PrEP และ PEP สำหรับประชาชน.
[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhso.go.th - กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อการป้องกันก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อ (PrEP/PEP) ในประเทศไทย.
[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th



