จูบกัน ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ไหม? ไขข้อสงสัย พร้อมรู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง

หลายคนเชื่อว่าการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STI) จะเกิดขึ้นเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว การจูบก็อาจเป็นช่องทางการแพร่เชื้อของโรคบางชนิดได้ แม้โอกาสจะน้อยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

คำถามที่ว่า จูบกัน ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ไหม? จึงเป็นคำถามที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศมากขึ้น

Quicky
จูบกัน ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ไหม? ไขข้อสงสัย พร้อมรู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง

การจูบสามารถทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้จริงหรือ?

คำตอบคือ ได้ แต่เฉพาะบางโรค

Love2test

การจูบมีหลายรูปแบบ ได้แก่

  • จูบแก้ม
  • จูบริมฝีปาก
  • จูบแบบลึก (French Kiss)
  • จูบที่มีการแลกเปลี่ยนน้ำลายจำนวนมาก

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ

“ChatLove2test"
  • มีแผลในช่องปาก
  • เหงือกอักเสบ
  • เลือดออกตามไรฟัน
  • มีแผลร้อนใน
  • อีกฝ่ายมีแผลหรือตุ่มติดเชื้อบริเวณริมฝีปากหรือในช่องปาก

เชื้อโรคบางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำลายหรือบริเวณเยื่อบุช่องปาก จึงสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนผ่านการสัมผัสโดยตรงได้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถติดจากการจูบได้

1. เริมที่ริมฝีปาก (Oral Herpes) โรคที่พบบ่อยที่สุดจากการจูบคือ เริมในช่องปาก

“PrEPLove2test"

สาเหตุเกิดจากเชื้อ Herpes Simplex Virus

  • HSV-1 พบได้บ่อยที่สุด
  • HSV-2 อาจพบได้เช่นกันหากมีการสัมผัสทางปากกับอวัยวะเพศ

อาการ

  • ตุ่มน้ำใส
  • แสบ คัน
  • ปวดริมฝีปาก
  • มีแผลแตก

ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้แม้ไม่มีตุ่มให้เห็น เนื่องจากเกิดการปล่อยเชื้อ (viral shedding)

2. ซิฟิลิส หากมีแผลซิฟิลิสในช่องปาก ริมฝีปาก หรือลิ้น การจูบที่สัมผัสแผลโดยตรงสามารถทำให้ติดเชื้อได้

ระยะเริ่มต้นของโรคมักมี

  • แผลเดี่ยว
  • ไม่เจ็บ
  • หายเองได้

หลายคนจึงไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ

3. หนองในคอ (Gonococcal Pharyngitis) เชื้อหนองในสามารถอาศัยอยู่ในลำคอได้ แม้ว่าการติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก แต่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่า การจูบแบบลึกอาจมีบทบาทในการแพร่เชื้อได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีเชื้ออยู่ในลำคอ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังถือว่าต่ำกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางปากอย่างมาก

4. HPV บางสายพันธุ์ เชื้อ HPV สามารถพบได้ในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน แม้ว่าการจูบจะไม่ใช่ช่องทางหลักของการติดเชื้อ แต่มีหลักฐานว่าการสัมผัสเยื่อบุช่องปากอาจมีส่วนทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้

HPV บางสายพันธุ์สัมพันธ์กับ

  • มะเร็งช่องปาก
  • มะเร็งคอหอย
  • มะเร็งทอนซิล

5. CMV (Cytomegalovirus) CMV สามารถพบในน้ำลาย การจูบอาจเป็นช่องทางการแพร่เชื้อ แม้โรคนี้ไม่ได้จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่สามารถติดต่อได้จากกิจกรรมทางเพศ และการสัมผัสสารคัดหลั่ง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ ไม่ค่อย ติดจากการจูบ

หลายโรคแทบไม่แพร่ผ่านการจูบ เช่น

1.HIV นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย HIV ไม่ติดต่อจากการจูบทั่วไป เพราะ

  • น้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมาก
  • น้ำลายมีสารที่ช่วยยับยั้งเชื้อ
  • ไม่สามารถติดจากการจูบธรรมดา

จะมีความเสี่ยงเฉพาะกรณีที่

  • ทั้งสองฝ่ายมีแผลเลือดออกในช่องปาก
  • มีเลือดจำนวนมากปนอยู่

ซึ่งพบได้น้อยมาก

2.หนองในแท้ โดยทั่วไปไม่ติดจากการจูบธรรมดา ส่วนใหญ่ติดจาก

  • เพศสัมพันธ์ทางปาก
  • เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
  • เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

3.หนองในเทียม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการจูบเป็นช่องทางสำคัญในการแพร่เชื้อ

4.ไวรัสตับอักเสบบี ไม่ติดจากการจูบทั่วไป แต่หากมีเลือดปนในช่องปากทั้งสองฝ่าย ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

การจูบแบบไหนมีความเสี่ยงมากที่สุด?

เรียงตามระดับความเสี่ยง

  • จูบแบบ French Kiss ขณะมีแผลในช่องปาก
  • จูบขณะมีตุ่มเริม
  • จูบขณะเลือดออกตามไรฟัน
  • จูบที่มีการแลกเปลี่ยนน้ำลายจำนวนมาก
  • จูบริมฝีปากทั่วไป (ความเสี่ยงต่ำ)

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ได้แก่

  • มีแผลร้อนใน
  • เหงือกอักเสบ
  • ฟันผุรุนแรง
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • มีแผลจากการจัดฟัน
  • เพิ่งถอนฟัน
  • มีเลือดออกในช่องปาก

จะรู้ได้อย่างไรว่าคู่ของเรามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?

ความจริงคือ หลายโรคไม่มีอาการ เช่น

  • HIV
  • ซิฟิลิสระยะแรก
  • HPV
  • หนองในคอ

ดังนั้น การดูจากภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้

วิธีลดความเสี่ยงจากการจูบ

วิธีลดความเสี่ยงจากการจูบ

  • หลีกเลี่ยงการจูบเมื่อมีแผล หากมี
    • เริม
    • แผลร้อนในขนาดใหญ่
    • เลือดออกตามไรฟัน
    • ควรงดจูบจนกว่าแผลจะหาย
  • ดูแลสุขภาพช่องปาก สุขภาพช่องปากที่ดีช่วยลดโอกาสเกิดแผล ควร
    • แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง
    • ใช้ไหมขัดฟัน
    • พบทันตแพทย์สม่ำเสมอ
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่
    • มีคู่นอนหลายคน
    • เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
    • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • รับวัคซีนที่จำเป็น วัคซีนที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่
    • HPV
    • ไวรัสตับอักเสบบี
  • ใช้ถุงยางอนามัย และแผ่นยางอนามัย (Dental Dam) แม้ว่าถุงยางอนามัยจะไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากการจูบโดยตรง แต่สามารถลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการใช้ Dental Dam ระหว่างการทำออรัลเซ็กซ์ก็ช่วยลดการสัมผัสสารคัดหลั่ง และลดโอกาสการแพร่เชื้อได้เช่นกัน

หากเผลอจูบผู้ที่เป็นเริม ควรทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก สิ่งที่ควรทำคือ

  • สังเกตอาการ 2–12 วัน
  • หากมีตุ่มน้ำหรือแผล ควรพบแพทย์
  • งดจูบผู้อื่นในช่วงมีอาการ
  • ไม่ใช้แก้วน้ำหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกันในช่วงที่มีแผล

เมื่อไรควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?

ควรเข้ารับการตรวจหาก

  • มีแผลในช่องปากที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • มีตุ่มน้ำที่ริมฝีปาก
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • คู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ต้องการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มความสัมพันธ์กับคู่ใหม่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจูบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

จูบแก้ม ทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?

โดยทั่วไป ไม่ทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากไม่มีการสัมผัสน้ำลายหรือเยื่อบุช่องปากโดยตรง ความเสี่ยงจึงถือว่าต่ำมาก

จูบกับแฟนที่ไม่มีอาการ จะปลอดภัยหรือไม่?

โดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัย แต่ควรทราบว่าโรคบางชนิด เช่น โรคเริม สามารถแพร่เชื้อได้แม้ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ ดังนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยมีประวัติโรคเริม หรือมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การดูแลสุขภาพช่องปาก และตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงได้

จูบหลังถอนฟันหรือมีแผลในช่องปาก มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่?

มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากแผลเปิดในช่องปากทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ หากเพิ่งถอนฟัน ผ่าฟันคุด หรือมีแผลในช่องปาก ควรหลีกเลี่ยงการจูบจนกว่าแผลจะหายดี

หากมีเหงือกอักเสบหรือเลือดออกตามไรฟัน ควรงดจูบหรือไม่?

หากมีเลือดออกตามไรฟัน เหงือกอักเสบ หรือแผลในช่องปาก ควรงดการจูบชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น เพราะอาจเพิ่มโอกาสในการรับหรือแพร่เชื้อบางชนิดได้

หากจูบกับผู้ที่มีตุ่มเริม จะต้องทำอย่างไร?

หากทราบว่าคู่ของคุณมีตุ่มเริมหรือแผลบริเวณริมฝีปาก ควรหลีกเลี่ยงการจูบในช่วงที่มีอาการ หากเผลอสัมผัสแล้ว ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรสังเกตอาการในช่วง 2–12 วัน หากมีตุ่มน้ำ แผล หรืออาการผิดปกติบริเวณริมฝีปากหรือในช่องปาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษา

การจูบสามารถป้องกันได้เหมือนการใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่?

ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง เนื่องจากถุงยางอนามัยใช้สำหรับป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ส่วนการลดความเสี่ยงจากการจูบ ควรหลีกเลี่ยงการจูบเมื่อมีแผล ตุ่มเริม หรือมีการติดเชื้อในช่องปาก รวมทั้งหมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก และเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อมีความเสี่ยง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

คำตอบของคำถาม จูบกัน ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ไหม? คือ สามารถติดได้ แต่เฉพาะโรคบางชนิด เช่น เริม ซิฟิลิส และอาจรวมถึงการติดเชื้อบางชนิดในช่องปาก ขณะที่โรคอย่างเอชไอวี หนองในเทียม หรือไวรัสตับอักเสบบี ไม่ได้แพร่ผ่านการจูบทั่วไป

การดูแลสุขภาพช่องปาก หลีกเลี่ยงการจูบเมื่อมีแผล สื่อสารกับคู่นอนอย่างเปิดเผย และเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อมีความเสี่ยง เป็นวิธีสำคัญในการลดโอกาสการแพร่เชื้อ และดูแลสุขภาพทางเพศของทั้งตนเอง และคนที่คุณรัก

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Sexually Transmitted Infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การแพร่เชื้อ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti/
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Genital Herpes. ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเริม การติดต่อ และอาการ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/herpes/
  • World Health Organization (WHO). Sexually Transmitted Infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกัน และผลกระทบต่อสุขภาพ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกัน การตรวจ และการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องเอชไอวีและเอดส์. ข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่เชื้อเอชไอวี ช่องทางการติดต่อ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save