การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของผู้หญิงเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและภูมิคุ้มกัน ทำให้ต้องใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ หนึ่งในปัญหาที่หลายคนอาจมองข้ามคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจส่งผลโดยตรงต่อทารกในครรภ์ ตั้งแต่การแท้ง การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ ไปจนถึงการติดเชื้อในทารกแรกเกิด และในบางกรณีอาจก่อให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้
สิ่งสำคัญคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด อาจไม่มีอาการ ทำให้หญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ จนกว่าจะได้รับการตรวจคัดกรองระหว่างฝากครรภ์ ดังนั้น การเข้าใจถึงความเสี่ยง การตรวจหาเชื้อ และการรักษาอย่างเหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องทั้งสุขภาพของแม่และลูก

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คืออะไร?
สารบัญ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต ซึ่งติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก นอกจากนี้ บางชนิดยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ในช่วง
- ระหว่างตั้งครรภ์
- ระหว่างการคลอด
- หลังคลอดผ่านการให้นมบุตร (เฉพาะบางโรค เช่น HIV)
โรคที่พบได้บ่อย ได้แก่
- เอชไอวี (HIV)
- ซิฟิลิส (Syphilis)
- หนองในแท้ (Gonorrhea)
- หนองในเทียม (Chlamydia)
- เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
- ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
- HPV (Human Papillomavirus)
- Trichomoniasis
การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?
การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (Mother-to-Child Transmission: MTCT) สามารถเกิดขึ้นได้ 3 ระยะ ได้แก่
- ระหว่างตั้งครรภ์ เชื้อบางชนิดสามารถผ่านรกเข้าสู่ทารก เช่น
- ซิฟิลิส
- HIV (บางกรณี)
- ไวรัสตับอักเสบบางชนิด
- ระหว่างคลอด เป็นช่วงที่พบการติดเชื้อได้บ่อยที่สุด เนื่องจากทารกสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือแผลบริเวณช่องคลอด เชื้อที่สามารถติดต่อช่วงคลอด เช่น
- HIV
- เริม
- หนองใน
- หนองในเทียม
- หลังคลอด พบได้น้อยกว่า แต่บางโรคสามารถถ่ายทอดผ่านน้ำนมแม่ได้ เช่น HIV ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อลูก
- เอชไอวี (HIV) หากไม่ได้รับการรักษา ความเสี่ยงการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกอาจอยู่ที่ประมาณ 15–45%
- แต่หากแม่
- รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง
- ฝากครรภ์เร็ว
- ดูแลตามแนวทางการรักษา
- ความเสี่ยงสามารถลดลงเหลือต่ำกว่า 1–2%
- ผลกระทบต่อทารก
- ติดเชื้อ HIV
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- เจ็บป่วยง่าย
- หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดโรคฉวยโอกาส
- แต่หากแม่
- ซิฟิลิส ซิฟิลิสเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อทารกมากที่สุดโรคหนึ่ หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิด
- แท้ง
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- คลอดก่อนกำหนด
- ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis)
- เด็กอาจมี
- ความผิดปกติของกระดูก
- หูหนวก
- ตาบอด
- พัฒนาการล่าช้า
- ความผิดปกติของระบบประสาท
- หนองในแท้ หากแม่ติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษา ทารกอาจเกิด
- เยื่อบุตาอักเสบรุนแรง
- ติดเชื้อในกระแสเลือด
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (พบได้น้อย)
- หนองในเทียม อาจทำให้
- ตาอักเสบ
- ปอดอักเสบ
- คลอดก่อนกำหนด
- เริมที่อวัยวะเพศ หากแม่ติดเชื้อครั้งแรกใกล้คลอด ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจะสูง ทารกอาจเกิด
- เริมในสมอง
- ติดเชื้อทั่วร่างกาย
- สมองอักเสบ
- เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา
- ไวรัสตับอักเสบบี หากแม่มีเชื้อและไม่ได้รับการป้องกัน ทารกมีโอกาสติดเชื้อสูง และอาจพัฒนาเป็น
- ตับอักเสบเรื้อรัง
- ตับแข็ง
- มะเร็งตับในอนาคต
- HPV ส่วนใหญ่ไม่ถ่ายทอดสู่ลูก แต่ในบางรายอาจทำให้เกิด หูดในทางเดินหายใจของเด็ก (Recurrent Respiratory Papillomatosis) พบได้น้อยมาก
ผลกระทบของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต่อการตั้งครรภ์
การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ
- แท้ง
- ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
- คลอดก่อนกำหนด
- น้ำหนักแรกเกิดต่ำ
- ทารกโตช้าในครรภ์
- การติดเชื้อในทารกแรกเกิด
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- ภาวะติดเชื้อในมารดาหลังคลอด
เมื่อใดควรรีบพบแพทย์?
หญิงตั้งครรภ์ควรรีบเข้ารับการตรวจ หากมีอาการต่อไปนี้
- ตกขาวผิดปกติร่วมกับมีกลิ่นแรง
- มีแผล ตุ่ม หรือตุ่มน้ำบริเวณอวัยวะเพศ
- ปวดแสบขณะปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง
- มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดท้องน้อยรุนแรงหรือมีไข้ร่วมด้วย
- คู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- มีประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แม้ยังไม่มีอาการ

อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในหญิงตั้งครรภ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ในหญิงตั้งครรภ์อาจแสดงอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ ระยะของโรค และสุขภาพโดยรวมของแต่ละคน ที่สำคัญคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการผิดปกติเลย โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อจนกระทั่งเข้ารับการตรวจคัดกรองระหว่างฝากครรภ์
แม้จะไม่มีอาการ แต่เชื้อบางชนิดยังสามารถส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น การตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากมีอาการ อาจพบอาการดังต่อไปนี้
- ตกขาวผิดปกติ ตกขาวเป็นสิ่งที่พบได้ตามปกติในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่หากตกขาวมีลักษณะผิดไปจากเดิม เช่น
- มีปริมาณมากผิดปกติ
- มีสีเหลือง สีเขียว สีเทา หรือมีเลือดปน
- มีลักษณะข้นเป็นก้อนหรือเป็นฟอง
- มีหนองปน
- อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม หรือ Trichomoniasis ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
- มีกลิ่นผิดปกติจากช่องคลอด ตกขาวที่มีกลิ่นแรงหรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ โดยเฉพาะกลิ่นคล้ายคาวปลา อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในช่องคลอดหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แม้อาการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจาก STI เสมอไป แต่ก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
- คันหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ อาการคันบริเวณอวัยวะเพศอาจเกิดร่วมกับ
- แสบร้อน
- ผิวหนังแดง
- บวม
- ระคายเคือง
- อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการติดเชื้อหลายสาเหตุ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น เริมที่อวัยวะเพศ หรือ Trichomoniasis อย่างไรก็ตาม อาการคันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
- ปัสสาวะแสบหรือปวดขณะปัสสาวะ หากรู้สึกแสบ เจ็บ หรือปวดขณะปัสสาวะ อาจเกิดจาก
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- เนื่องจากอาการของโรคเหล่านี้อาจคล้ายกัน การตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญในการแยกสาเหตุและเลือกการรักษาที่เหมาะสม
- มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ การมีแผลที่อวัยวะเพศเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม โดยลักษณะของแผลอาจแตกต่างกันตามชนิดของโรค เช่น
- ซิฟิลิสระยะแรก มักเป็นแผลเดี่ยว ขอบแข็ง ไม่เจ็บ
- เริมที่อวัยวะเพศ มักเริ่มจากตุ่มน้ำใส ก่อนแตกเป็นแผลที่มีอาการเจ็บหรือแสบ
- หากพบแผลบริเวณอวัยวะเพศ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เพราะการรักษาแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและการแพร่เชื้อสู่ทารกได้
- มีตุ่ม ตุ่มน้ำ หรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ การเกิดตุ่มหรือตุ่มน้ำอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อเริม ส่วนหูดที่อวัยวะเพศมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ลักษณะที่อาจพบ ได้แก่
- ตุ่มน้ำใสที่แตกเป็นแผล
- ตุ่มแดง
- หูดนูนคล้ายดอกกะหล่ำ
- ตุ่มหลายตำแหน่งบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก
- ควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อระบุสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
- เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หากมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบของปากมดลูกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองในหรือหนองในเทียม อย่างไรก็ตาม เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินโดยเร็ว
- ปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกราน อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังหรือปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบในระบบสืบพันธุ์จากการติดเชื้อ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อรุนแรง การคลอดก่อนกำหนด หรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์
ทำไมการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงสำคัญในหญิงตั้งครรภ์?
การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการฝากครรภ์ที่ช่วยปกป้องสุขภาพของทั้งมารดาและทารก เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด ไม่แสดงอาการในระยะแรก หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนสังเกตได้ยาก ทำให้หญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ แม้จะไม่มีอาการ แต่เชื้อบางชนิดยังสามารถแพร่ผ่านรกหรือถ่ายทอดสู่ทารกระหว่างคลอดได้
ด้วยเหตุนี้ องค์กรด้านสาธารณสุขทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งแรก เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลและรักษาได้อย่างทันท่วงที
- ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น เอชไอวี (HIV) ซิฟิลิส (Syphilis) หนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Chlamydia) มักไม่มีอาการในช่วงแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจึงอาจใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ
- การตรวจคัดกรองตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบโรคได้ก่อนที่เชื้อจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือแพร่สู่ทารก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การรักษามักได้ผลดีที่สุด และช่วยลดผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รักษาได้ทัน เพิ่มโอกาสให้แม่และลูกปลอดภัย เมื่อพบการติดเชื้อตั้งแต่ระยะแรก แพทย์สามารถเริ่มการรักษาได้ทันที โดยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ตัวอย่างเช่น
- ซิฟิลิส สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของซิฟิลิสแต่กำเนิดได้อย่างมาก
- เอชไอวี (HIV) หากเริ่มยาต้านไวรัสตั้งแต่ตั้งครรภ์และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกเหลือต่ำกว่า 1–2%
- หนองในแท้และหนองในเทียม สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและการติดเชื้อในทารกแรกเกิด
- การรักษาที่รวดเร็วไม่เพียงช่วยให้มารดามีสุขภาพแข็งแรงขึ้น แต่ยังช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย
- ลดการแพร่เชื้อไปยังคู่นอนและลดการติดเชื้อซ้ำ เมื่อทราบผลการตรวจว่ามีการติดเชื้อ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่เชื้อ รวมถึงแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกันในกรณีที่จำเป็น การรักษาคู่นอนร่วมด้วยมีความสำคัญ เพราะช่วย
- ลดการแพร่เชื้อระหว่างคู่
- ลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำหลังรักษาหายแล้ว
- ลดการแพร่กระจายของโรคในครอบครัวและชุมชน
- การใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการรักษาและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้มากยิ่งขึ้น
- ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายประการ เช่น
- แท้งบุตร
- ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
- คลอดก่อนกำหนด
- ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
- ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
- การติดเชื้อหลังคลอดของมารดา
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- การตรวจคัดกรองและรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมาก และช่วยให้การตั้งครรภ์มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก เหตุผลสำคัญที่สุดของการตรวจคัดกรอง คือ การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (Mother-to-Child Transmission: MTCT) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด หรือหลังคลอดในโรคบางชนิด โรคที่สามารถถ่ายทอดสู่ทารกได้ ได้แก่
- เอชไอวี (HIV)
- ซิฟิลิส (Syphilis)
- ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
- หนองในแท้ (Gonorrhea)
- หนองในเทียม (Chlamydia)
- เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
- หากไม่ได้รับการรักษา ทารกอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแต่กำเนิด ภาวะปอดอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ ความผิดปกติของระบบประสาท หรือในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
- ในทางกลับกัน หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และได้รับการดูแลตามแนวทางการรักษา ความเสี่ยงของการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และในบางโรคสามารถป้องกันได้เกือบทั้งหมด

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มักแนะนำในหญิงตั้งครรภ์
การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์ตามมาตรฐาน เนื่องจากโรคหลายชนิดอาจไม่แสดงอาการ แต่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ได้ การตรวจตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก
โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาแนะนำการตรวจดังต่อไปนี้
- การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) การตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นการตรวจที่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนได้รับตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งแรก เนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกมักไม่มีอาการ หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด หรือหลังคลอดผ่านการให้นมบุตร หากตรวจพบเชื้อและเริ่มรับยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) อย่างต่อเนื่อง พร้อมดูแลตามแนวทางของแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้อย่างมาก และเพิ่มโอกาสให้ทารกคลอดออกมาโดยไม่ติดเชื้อ
- การตรวจซิฟิลิส (Syphilis) ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถส่งผ่านรกไปยังทารกได้ตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์ หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น
- แท้งบุตร
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- คลอดก่อนกำหนด
- ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis)
- การตรวจคัดกรองทำได้โดยการตรวจเลือด และหากพบการติดเชื้อ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะเพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารกเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
- การตรวจไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ไวรัสตับอักเสบบีสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ โดยเฉพาะในช่วงคลอด หากทารกติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคต หญิงตั้งครรภ์จึงควรได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ หากพบว่ามีการติดเชื้อ แพทย์จะวางแผนการดูแลทั้งมารดาและทารก เช่น การให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและอิมมูโนโกลบูลิน (HBIG) แก่ทารกภายในระยะเวลาที่เหมาะสมหลังคลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การตรวจหนองในแท้ (Gonorrhea) หนองในแท้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และอาจไม่มีอาการในผู้หญิงหลายราย หากไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนด และการติดเชื้อในมารดา
- สำหรับทารก เชื้อสามารถถ่ายทอดระหว่างการคลอด ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุตาอักเสบรุนแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้
- แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหนองในแท้ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น
- อายุน้อยกว่า 25 ปี
- มีคู่นอนหลายคน
- มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- คู่นอนมีพฤติกรรมเสี่ยง
- การตรวจหนองในเทียม (Chlamydia) หนองในเทียมเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด และการติดเชื้อหลังคลอด
- ทารกที่ได้รับเชื้อระหว่างการคลอดอาจเกิดภาวะ
- เยื่อบุตาอักเสบ
- ปอดอักเสบในทารกแรกเกิด
- การตรวจหาเชื้อและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมในระหว่างตั้งครรภ์ สามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทั้งในมารดาและทารกได้
- การตรวจเพิ่มเติมตามปัจจัยเสี่ยง นอกจากการตรวจพื้นฐานแล้ว แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาโรคอื่นเพิ่มเติมตามประวัติสุขภาพ อายุ พฤติกรรมทางเพศ และปัจจัยเสี่ยงของหญิงตั้งครรภ์ เช่น
- เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
- ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C)
- Trichomoniasis
- HPV (Human Papillomavirus) และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามข้อบ่งชี้
- การตรวจโรคติดเชื้ออื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์
- การประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลจะช่วยให้ได้รับการตรวจที่เหมาะสมและครอบคลุมมากที่สุด
จำเป็นต้องตรวจซ้ำในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่?
แม้ว่าผลการตรวจในช่วงเริ่มฝากครรภ์จะเป็นปกติ แต่ในหญิงตั้งครรภ์บางราย แพทย์อาจแนะนำให้ ตรวจคัดกรองซ้ำในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น
- มีคู่นอนใหม่ระหว่างตั้งครรภ์
- คู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- มีคู่นอนหลายคน
- เคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน
- ใช้สารเสพติดชนิดฉีด
- อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง
การตรวจซ้ำมีความสำคัญ เพราะการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการตรวจครั้งแรก หากพบการติดเชื้อในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ แพทย์ยังสามารถให้การรักษาหรือวางแผนการคลอดเพื่อลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกได้อย่างเหมาะสม
การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์
เมื่อหญิงตั้งครรภ์ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรตื่นตระหนก เพราะโรคหลายชนิดสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบางโรคแม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถควบคุมการติดเชื้อและลดโอกาสการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ระยะของโรค อายุครรภ์ และสุขภาพของมารดา โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกยาที่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
การรักษาซิฟิลิส (Syphilis)
ซิฟิลิสเป็นโรคที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะเชื้อสามารถผ่านรกไปสู่ทารกได้ตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์ และอาจทำให้เกิดซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis)
ยาหลักที่ใช้รักษาคือ เพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดเชื้อและลดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก หากได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้น ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือซิฟิลิสแต่กำเนิด จะลดลงอย่างมาก
ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์มีประวัติแพ้เพนิซิลลิน แพทย์อาจพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การทำ Penicillin Desensitization ก่อนเริ่มให้ยา เนื่องจากเพนิซิลลินยังคงเป็นยาที่แนะนำสำหรับการรักษาซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์
การรักษาหนองในแท้ (Gonorrhea)
หนองในแท้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเลือกใช้ยาตามแนวทางเวชปฏิบัติที่เป็นปัจจุบันและปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์
การรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น
- ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
- การคลอดก่อนกำหนด
- การติดเชื้อในมารดาหลังคลอด
- การติดเชื้อที่ดวงตาของทารกแรกเกิด
หลังการรักษา แพทย์อาจนัดติดตามอาการหรือพิจารณาตรวจซ้ำในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ
การรักษาหนองในเทียม (Chlamydia)
หนองในเทียมสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยแพทย์จะเลือกชนิดและระยะเวลาการใช้ยาตามแนวทางมาตรฐาน
การรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงต่อ
- การคลอดก่อนกำหนด
- ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
- การอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูกหลังคลอด
- การติดเชื้อที่ดวงตาและปอดของทารกแรกเกิด
ในหลายกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำหลังการรักษา เพื่อยืนยันว่าการติดเชื้อได้รับการกำจัดแล้ว
การรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
ปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีบุตรที่ไม่ติดเชื้อได้ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
แนวทางสำคัญคือการรับประทาน ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) อย่างต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์ รวมถึงในช่วงคลอดและหลังคลอดตามคำแนะนำของแพทย์
การรักษาด้วยยาต้านไวรัสมีเป้าหมายเพื่อ
- ลดปริมาณไวรัสในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจพบได้
- ลดโอกาสการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก
- รักษาสุขภาพของมารดาในระยะยาว
นอกจากนี้ แพทย์จะวางแผนการคลอดและการดูแลทารกหลังคลอด เช่น การให้ยาป้องกันแก่ทารก และการติดตามผลเลือดตามแนวทางมาตรฐาน
การรักษาเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
โรคเริมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกาย แต่สามารถควบคุมอาการและลดการกำเริบได้ด้วย ยาต้านไวรัส
ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติเป็นเริมที่อวัยวะเพศ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสในช่วง ใกล้คลอด เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยโรคหรือการปล่อยเชื้อในขณะคลอด
หากในวันคลอดยังพบแผลหรือตุ่มเริมบริเวณอวัยวะเพศ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดคลอด (Cesarean Section) เพื่อลดความเสี่ยงที่ทารกจะได้รับเชื้อระหว่างการคลอดทางช่องคลอด
แพทย์จะเลือกยาที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์
การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารก แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกยาที่มีข้อมูลสนับสนุนด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมถึงเลือกขนาดยาและระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสมกับอายุครรภ์และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย
หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสมารับประทานเอง เพราะยาบางชนิดอาจไม่เหมาะสมในระหว่างตั้งครรภ์ และการใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้เชื้อดื้อยา หรือรักษาได้ไม่หายขาด
การรักษาคู่นอนมีความสำคัญไม่แพ้กัน
การรักษาเฉพาะหญิงตั้งครรภ์เพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคู่นอนยังมีการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้เกิด การติดเชื้อซ้ำ (Reinfection) หลังจากรักษาหายแล้ว
สำหรับโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยยา เช่น ซิฟิลิส หนองในแท้ และหนองในเทียม แพทย์มักแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะรักษาเสร็จสิ้นตามคำแนะนำ
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ แต่ยังช่วยลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในชุมชนอีกด้วย
การติดตามผลหลังการรักษา
หลังสิ้นสุดการรักษา หญิงตั้งครรภ์ควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อประเมินผลการรักษาและตรวจติดตามตามความจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีโอกาสติดเชื้อซ้ำ
การติดตามผลอย่างต่อเนื่องช่วยให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และทำให้แพทย์สามารถปรับแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัยที่สุด

วิธีป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
การป้องกันการถ่ายทอดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแม่สู่ลูก (Mother-to-Child Transmission: MTCT) เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลหญิงตั้งครรภ์ เพราะโรคหลายชนิดสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์
ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ การตรวจคัดกรอง และการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้อย่างมาก โดยเฉพาะโรคอย่าง เอชไอวี (HIV) ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี โดยมีวิธีป้องกันที่สำคัญ มีดังนี้
ฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรก
การฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ หรือภายในช่วงไตรมาสแรก เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพของทั้งมารดาและทารก
เมื่อเข้ารับการฝากครรภ์ แพทย์จะประเมินสุขภาพโดยรวม ตรวจเลือด ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวางแผนการดูแลที่เหมาะสม หากพบการติดเชื้อ จะสามารถเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่ง
ช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ทารกและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
ยิ่งเริ่มฝากครรภ์เร็วเท่าใด โอกาสในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามคำแนะนำของแพทย์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น เอชไอวี ซิฟิลิส หนองในแท้ และหนองในเทียม มักไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาการติดเชื้อ
หญิงตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจตามแนวทางการฝากครรภ์ และในบางรายที่ยังมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำในช่วงไตรมาสที่ 3 เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อใหม่ก่อนคลอด
การตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถเริ่มการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และลดโอกาสการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีความเสี่ยง
แม้จะอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกรณีที่
- คู่นอนมีประวัติหรือพฤติกรรมเสี่ยง
- ยังไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของคู่นอน
- มีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน
- คู่นอนกำลังอยู่ระหว่างการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อใหม่ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่การติดเชื้ออาจส่งผลต่อทารกได้มากกว่าที่หลายคนคิด
รักษาทันทีเมื่อพบการติดเชื้อ
หากผลการตรวจพบว่าติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ควรรอให้มีอาการหรือหยุดการรักษาด้วยตนเอง แต่ควรเริ่มการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเร็วที่สุด
โรคหลายชนิดสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
- ซิฟิลิส
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
ส่วนโรคอย่างเอชไอวี แม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องสามารถลดปริมาณเชื้อในร่างกาย และลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ลูกได้อย่างมาก
การรักษาอย่างครบถ้วนตามแผนการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัย
ให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน
การรักษาเฉพาะหญิงตั้งครรภ์เพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคู่นอนยังมีการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ (Reinfection)
ดังนั้น แพทย์มักแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกันในโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ซิฟิลิส
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะรักษาเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อกลับมาอีกครั้ง
รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตามคำแนะนำ
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับวัคซีนตามความเหมาะสม
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ตรวจพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แพทย์จะวางแผนการดูแลทารกหลังคลอด โดยให้
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- อิมมูโนโกลบูลิน (HBIG)
ภายในระยะเวลาที่แนะนำหลังคลอด เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อเรื้อรังในทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พิจารณารับวัคซีน HPV ก่อนการตั้งครรภ์
วัคซีน HPV เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกและหูดที่อวัยวะเพศ
วัคซีนชนิดนี้ แนะนำให้รับก่อนตั้งครรภ์ และก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์จะให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด แต่ผู้ที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่แนะนำและยังไม่เคยได้รับวัคซีน ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนก่อนวางแผนตั้งครรภ์ได้
หากทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว โดยทั่วไปจะชะลอการฉีดวัคซีน HPV ไปจนกว่าจะคลอดบุตร
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการคลอดและการดูแลทารก
ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อบางชนิด แพทย์อาจวางแผนการคลอดหรือการดูแลทารกเป็นพิเศษ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ เช่น
- การให้ยาต้านไวรัสในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี
- การพิจารณาวิธีการคลอดในผู้ที่มีแผลเริมบริเวณอวัยวะเพศใกล้คลอด
- การให้วัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินแก่ทารกที่มารดาติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- การให้ยาหยอดตาหรือการดูแลป้องกันการติดเชื้อในทารกแรกเกิดตามแนวทางมาตรฐาน
การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงการพาทารกมาตรวจติดตามหลังคลอด จะช่วยให้สามารถเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง

หากตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ ควรทำอย่างไร?
การตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกกังวลหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองและลูกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตื่นตระหนก เพราะในปัจจุบันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถรักษาได้ หรือสามารถควบคุมการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก
ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อทราบผลการตรวจ
เมื่อได้รับผลตรวจว่าพบการติดเชื้อ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองหรือเลื่อนการรักษาออกไป แต่ควรเข้าพบแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์โดยเร็วที่สุด เพื่อประเมิน
- ชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ
- ระยะของโรค
- อายุครรภ์
- ความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
- แนวทางการรักษาที่เหมาะสม
แพทย์จะอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับโรค วิธีการรักษา และการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้คุณแม่สามารถตัดสินใจร่วมกับทีมรักษาได้อย่างมั่นใจ
รับการรักษาตามแผนอย่างต่อเนื่อง
การรักษาควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด และควรปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา การฉีดยา หรือการใช้ยาต้านไวรัสในกรณีของเอชไอวี
หญิงตั้งครรภ์ไม่ควร
- หยุดยาเอง
- ปรับขนาดยาเอง
- เปลี่ยนยาด้วยตนเอง
- ใช้ยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนการรักษาโดยไม่ปรึกษาแพทย์
การรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยลดปริมาณเชื้อในร่างกาย ลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
หลังเริ่มการรักษา แพทย์จะนัดติดตามผลเป็นระยะ เพื่อประเมินว่า
- การรักษาได้ผลหรือไม่
- มีผลข้างเคียงจากยาหรือไม่
- จำเป็นต้องปรับแผนการรักษาหรือไม่
- ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตเป็นปกติหรือไม่
ในบางกรณี แพทย์อาจนัดตรวจเลือดหรือตรวจหาเชื้อซ้ำ เพื่อยืนยันว่าการรักษาประสบความสำเร็จ หรือเพื่อติดตามระดับเชื้อในโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เช่น เอชไอวี
การมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
แจ้งคู่นอนเพื่อเข้ารับการตรวจและรักษา
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่สามารถแพร่ระหว่างคู่นอนได้ หากรักษาเฉพาะหญิงตั้งครรภ์เพียงฝ่ายเดียว แต่คู่นอนยังมีการติดเชื้อ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ (Reinfection) หลังจากรักษาหายแล้ว
จึงควรแจ้งให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในโรค เช่น
- ซิฟิลิส
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
- เอชไอวี (เพื่อการตรวจและประเมินความเสี่ยง)
การรักษาทั้งสองฝ่ายพร้อมกันจะช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ และช่วยปกป้องสุขภาพของทั้งครอบครัว
หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจนกว่าจะรักษาเสร็จหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ในช่วงที่กำลังรักษา ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำ
หากมีความจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับช่วงเวลาที่สามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัย
ในบางโรค เช่น เริมที่อวัยวะเพศ หากมีแผลหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายและได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ดูแลสุขภาพระหว่างการรักษา
นอกจากการรักษาตามแผนแล้ว หญิงตั้งครรภ์ควรดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่กันไป เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น เช่น
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
- แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง มีเลือดออก หรือมีผื่นและแผลเพิ่มขึ้น
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ในปี 2569 การเพิ่มขึ้นของโรคติดเชื้ออย่างวัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กำลังบอกอะไรเรา?
- สิทธิสุขภาพทางเพศในไทย ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถส่งผลกระทบทั้งต่อมารดาและทารก แต่ในปัจจุบันโรคหลายชนิดสามารถป้องกัน คัดกรอง และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามแนวทาง และการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกและเพิ่มโอกาสให้ทารกเกิดมาอย่างแข็งแรง การให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศและสุขภาพการตั้งครรภ์จึงเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องทั้งแม่และลูกตั้งแต่วันแรกของชีวิต
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About HIV and Pregnancy. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/clinicians/clinical-guidance/perinatal.html
- World Health Organization (WHO). Sexually Transmitted Infections (STIs). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
- UNICEF. Preventing Mother-to-Child Transmission of HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unicef.org/hiv
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์และการฝากครรภ์คุณภาพ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://anamai.moph.go.th
- สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค. การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hivhub.ddc.moph.go.th