มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักปลอดภัยไหม? ความจริงที่ควรรู้

การมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ และความใกล้ชิดทางร่างกายที่หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (Anal Sex) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั้งในคู่รักเพศตรงข้าม และคู่รักเพศเดียวกัน แต่ในสังคมไทยยังคงเป็นประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม หรือไม่ค่อยถูกพูดถึงในเชิงสุขภาพมากนัก

ความจริงแล้ว การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นกิจกรรมทางเพศที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย หากผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจ และใช้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง เนื่องจากทวารหนักไม่ถูกออกแบบมาสำหรับการสอดใส่ จึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และการติดเชื้อสูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด

Quicky

เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักปลอดภัยหรือไม่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องคืออะไร วิธีป้องกันที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง และจะดูแลตัวเองหลังมีกิจกรรมอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลที่ครบถ้วน และถูกต้อง

มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักปลอดภัยไหม? ความจริงที่ควรรู้

การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก คืออะไร?

เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (Anal Sex) หมายถึง การสอดใส่อวัยวะเพศชาย นิ้วมือ หรืออุปกรณ์ทางเพศเข้าไปในทวารหนักของฝ่ายรับ โดยตรงนี้มีข้อแตกต่างจากช่องคลอด เนื่องจากทวารหนัก ไม่มีการผลิตสารหล่อลื่นตามธรรมชาติ และเยื่อบุมีความบาง บอบบาง ฉีกขาดง่าย อีกทั้งยังมีเส้นเลือดจำนวนมาก จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม หลายคนเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักด้วยเหตุผลด้านความพึงพอใจทางเพศ ความใกล้ชิด และการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หากทำอย่างมีสติ มีความรู้ และใช้วิธีที่ปลอดภัย

“ChatLove2test"

ความเสี่ยงหลักจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

  • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) งานวิจัยระดับนานาชาติพบว่า ฝ่ายรับ (Bottom) มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อการติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากอสุจิ และสารคัดหลั่งสัมผัสโดยตรงกับเยื่อบุที่บอบบาง และฉีกขาดง่าย ความเสี่ยงนี้อาจสูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหลายเท่า โดยประมาณว่า ฝ่ายรับในการมีเซ็กส์ทางทวารหนักที่ไม่ได้ใช้ถุงยาง มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงถึงเกือบ 50% ต่อครั้งหากคู่นอนมีเชื้อ
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อื่น ๆ ไม่เพียงแต่เอชไอวีเท่านั้น แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นก็สามารถติดต่อผ่านทางทวารหนักได้เช่นกัน ได้แก่
    • หนองในแท้ และหนองในเทียม
    • ซิฟิลิส
    • หูดหงอนไก่ (HPV และสายพันธุ์ก่อมะเร็ง)
    • เริม (HSV)
    • โรคติดต่อจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา
  • การบาดเจ็บทางกายภาพ เนื่องจากทวารหนักไม่ถูกออกแบบมาสำหรับการสอดใส่ จึงเกิดการฉีกขาด มีเลือดออก หรือรอยแผลเล็ก ๆ ได้ง่าย การบาดเจ็บเหล่านี้ไม่เพียงทำให้เจ็บปวด แต่ยังเพิ่มช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้สะดวกขึ้น
  • ความเสี่ยงต่อมะเร็งทวารหนัก การติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ก่อมะเร็ง อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งทวารหนักได้ในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักบ่อยครั้งโดยไม่ป้องกัน

ความแตกต่างระหว่างฝ่ายรับ (Bottom) และฝ่ายรุก (Top)

ฝ่ายรับ (Bottom)

  • เยื่อบุบาง และบอบบาง: ผนังทวารหนักเป็นเยื่อเมือก (mucosa) ที่ไม่มีชั้นเคลือบหนาเหมือนผิวหนัง และ ไม่มีน้ำหล่อลื่นธรรมชาติ จึงเกิดแผลจิ๋ว (micro-tears) ได้ง่ายเมื่อมีการเสียดสีหรือสอดใส่เร็ว/แรงเกินไป
  • สัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง: อสุจิ และสารคัดหลั่งของคู่จะสัมผัสกับเยื่อบุโดยตรง เพิ่มโอกาสรับเชื้อเอชไอวี/โรคติดต่ออื่น ๆ
  • แรงดัน และการหดรัดตัวของหูรูด: หากยังไม่ผ่อนคลายพอ หูรูดจะเกร็ง ต้านการสอดใส่ → เสี่ยงฉีกขาด/เลือดออกมากขึ้น
  • จุลชีพประจำถิ่น (flora): หากสลับจาก “ประตูหลัง → ช่องคลอด/ปาก” โดยไม่เปลี่ยนถุงยาง/ทำความสะอาด อาจพาแบคทีเรียเข้าไปก่อการอักเสบในช่องคลอด/คอหอยได้

ผลลัพธ์: ความเสี่ยงต่อ HIV, หนองใน/หนองในเทียม (บริเวณทวาร), ซิฟิลิส, เริม (HSV), HPV (หูดหงอนไก่/รอยโรคก่อนมะเร็ง) และการอักเสบของทวาร (proctitis) สูงกว่า ฝ่ายรุกอย่างชัดเจน

“PrEPLove2test"

ฝ่ายรุก (Top)

  • เสี่ยงจากแผล/ผิวแตก บริเวณหนังหุ้มปลาย/ผิวอวัยวะเพศ (รวมทั้งขณะมีการเสียดสีรุนแรง)
  • สัมผัสเลือด/สารคัดหลั่ง ของฝ่ายรับ: หากมีแผลในทวารหรือมีเลือดปน สารคัดหลั่งอาจเป็นทางผ่านของเชื้อ
  • โรคติดต่ออื่น ๆ: หนองใน/หนองในเทียมที่ท่อปัสสาวะ เริม ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบางชนิด ฯลฯ ยังเกิดได้

สรุป: ไม่ว่าคุณจะเป็น Bottom หรือ Top ต้องป้องกันทุกครั้ง ความแตกต่างคือ Bottom เสี่ยง “สูงกว่า” แต่ Top “ไม่ได้ปลอดภัย 100%”

วิธีป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก 

  • ถุงยางอนามัยใส่ทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มกิจกรรม และเปลี่ยนใหม่เมื่อ
    • เปลี่ยนคู่นอน/เปลี่ยนช่องทาง (ทวาร → ช่องคลอด/ปาก หรือกลับกัน)
    • ถุงยางแห้ง/ยับ/มีรอยฉีก/หลุด
    • เลือก ขนาดพอดี (ไม่คับ/ไม่หลวมเกินไป) เช็ควันหมดอายุ เก็บให้ห่างความร้อน/แดด
  • สารหล่อลื่นที่ถูกชนิด
    • แนะนำ สูตรน้ำ (water-based) เป็นพื้นฐาน เข้ากันกับถุงยางได้ดี
    • สูตรซิลิโคน ลื่นนาน เหมาะกิจกรรมยาว แต่ตรวจความเข้ากันกับของเล่นซิลิโคนก่อน
    • ห้ามใช้สูตรน้ำมันกับถุงยางลาเท็กซ์ (เช่น วาสลีน น้ำมันมะพร้าว) เพราะทำให้ถุงยางเปราะ/ขาดง่าย
    • เลี่ยงลูบแบบชาหรือทำชา (numbing) เพราะอาจ “ปิดบังความเจ็บ” → ฉีกขาดหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • ทำความสะอาดแบบพอดี ไม่ทำร้ายเยื่อบุ
    • ล้างภายนอกด้วยน้ำอุ่น + สบู่อ่อน พอสะอาด ไม่ต้องขัดถู
    • หากสวนล้าง (enema) ให้ใช้ น้ำอุ่นปริมาณน้อย แบบอ่อนโยน ไม่บ่อย/ไม่แรงเกินไป (สวนบ่อยทำให้เยื่อบุถลอก และเสียสมดุล)
    • อย่าฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ/สบู่เข้าด้านใน ระคายเคืองสูง
  • เริ่มช้า–สื่อสารชัด–หยุดเมื่อเจ็บ
    • อุ่นเครื่อง/ผ่อนคลายหูรูด (หายใจลึก ๆ ใช้นิ้ว/ปลั๊กขนาดเหมาะก่อน)
    • ตกลง สัญญาณหยุด (safe word) และเคารพกันเสมอ
    • ถ้าเจ็บ แสบ ชา เลือดออก หยุดทันที ตรวจอาการก่อนดำเนินต่อ
  • ของเล่นทางเพศอย่างปลอดภัย
    • ใช้ชนิดที่มี ฐานกว้าง (flared base) ป้องกันเลื่อนเข้าไปลึก
    • สวมถุงยางบนของเล่น หากสลับคู่นอน/สลับช่องทาง และล้างให้เหมาะกับวัสดุทุกครั้ง
  • ไม่สลับช่องทางโดยไม่เปลี่ยนถุงยาง เช่น จากประตูหลัง → ช่องคลอด/ปาก ต้องเปลี่ยนถุงยางใหม่ทันที ลดการพาเชื้อ/แบคทีเรียไปอีกทาง
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ อย่างน้อย 6–12 เดือน/ครั้ง; ถ้าความเสี่ยงสูง (คู่นอนหลายคน/ไม่สม่ำเสมอในการป้องกัน) ทุก 3 เดือน
  • ตรวจ HIV, ซิฟิลิส, หนองใน/หนองในเทียม (รวม Swab ทวาร/คอหอย ตามพฤติกรรม), ไวรัสตับอักเสบ B/C, และพิจารณาคัดกรอง/ฉีดวัคซีน HPV หากมีอาการผิดปกติ ตรวจเลย ไม่ต้องรอรอบ
  • PrEP & PEP (เพื่อกัน HIV) PrEP: ยาป้องกันก่อนมีความเสี่ยง เหมาะกับผู้ที่เสี่ยงบ่อย/ไม่มั่นใจในคู่ ใช้แบบทุกวัน หรือ on-demand (2-1-1) ในบางราย (ให้แพทย์ประเมินความเหมาะสม)
  • PEP: หลังเสี่ยง (ถุงยางแตก/มีหลั่งใน/ไม่แน่ใจสถานะคู่) เริ่มภายใน 72 ชม. ต่อเนื่อง 28 วัน และตรวจติดตามตามกำหนด
  • วัคซีนที่ควรพิจารณาฉีดป้องกันไว้ก่อน เช่น
    • HPV (ป้องกันหูดหงอนไก่/รอยโรคก่อมะเร็ง)
    • ไวรัสตับอักเสบ A และ B (ขึ้นกับประวัติภูมิคุ้มกัน)
ปัญหาที่พบบ่อยหลัง มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

ปัญหาที่พบบ่อยหลังมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

  • เจ็บ แสบ หรือมีเลือดออก
    • มักเกิดจาก แผลฉีกขาด/เสียดสี
    • ทำทันที: หยุดกิจกรรม กด/ประคบเบา ๆ ให้เลือดหยุด ล้างด้วยน้ำอุ่น+สบู่อ่อน หลีกเลี่ยงการสวน/สอดใส่ซ้ำ
    • ระยะสั้น: ใช้ยาพาราเซตามอลบรรเทาปวด (ถ้าไม่แพ้), อาบน้ำอุ่นแช่ก้น (sitz bath) ช่วยผ่อนคลาย
    • พบแพทย์ด่วน หากเลือดไม่หยุด/ปวดรุนแรง/สงสัยแผลลึก
  • ตุ่ม คัน ผื่น หรือแผล
    • นึกถึง HPV (หูด), HSV (เริม), เชื้อรา, ผิวหนังอักเสบ
    • ทำทันที: หยุดกิจกรรม งดเกา/แกะ ล้างอ่อนโยน
    • พบแพทย์ เพื่อวินิจฉัย (อาจต้อง swab/ชิ้นเนื้อ) และรักษาเฉพาะโรค
  • ท้องเสีย/ทวารอักเสบ (proctitis)
    • อาจมาจาก แบคทีเรีย/หนองใน/หนองในเทียม/เชื้อไวรัส/ปรสิต
    • อาการร่วม: ปวดถ่วง/แสบทวาร เมือก/หนอง/เลือดปนถ่าย
    • พบแพทย์ เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจ และรักษาด้วยยาที่เหมาะสม
  • สิ่งแปลกปลอมติดคา
    • หากของเล่น ไม่มีฐานกว้าง อาจเลื่อนเข้าไปลึก
    • ห้ามพยายามเขี่ยลึกด้วยของมีคม → เสี่ยงบาดเจ็บเพิ่ม
    • ไปโรงพยาบาลทันที ให้แพทย์นำออกอย่างปลอดภัย

การดูแลตัวเองหลังมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก 

  • ทันทีหลังเสร็จ
    • ล้างด้วย สบู่อ่อน + น้ำสะอาด เฉพาะภายนอก
    • เช็ดให้แห้ง หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดแน่น/อับชื้น
  • 24–48 ชม.แรก
    • หากระคายเคือง/เจ็บเล็กน้อย ใช้ sitz bath วันละ 10–15 นาที
    • งดสอดใส่ซ้ำ จนกว่าอาการหาย
    • ถ้าถ่ายแข็ง/เบ่งมาก เสี่ยงแผลแตกซ้ำ → ดื่มน้ำมากขึ้น เส้นใยอาหารพอเหมาะ หรือพิจารณา ยาปรับอุจจาระให้นิ่ม (stool softener) ตามคำแนะนำเภสัชกร/แพทย์
  • การติดตามสุขภาพ
    • วางแผนตรวจ HIV/STIs ตามระดับความเสี่ยง
    • ประเมินว่าควรเริ่ม PrEP หรือไม่ หากมีความเสี่ยงสม่ำเสมอ
    • ทบทวน เทคนิค/อุปกรณ์/ลูบ ที่ใช้—แก้จุดที่ทำให้เจ็บ/ช้ำ

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

  • เลือดออกมาก/ไม่หยุด ปวดรุนแรง มีไข้ หนาวสั่น
  • หนอง/กลิ่นผิดปกติจากทวาร เจ็บถ่ายมากผิดปกติ
  • ตุ่ม/แผลที่ ลุกลามเร็ว หรือเจ็บแสบมาก
  • สงสัยสิ่งแปลกปลอมคาอยู่หรือดึงออกไม่ได้
  • ได้รับความเสี่ยง HIV สูง (ถุงยางแตก/หลั่งในกับคู่ที่สถานะไม่ชัด) → ประเมิน PEP ภายใน 72 ชม.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ไม่ใช่เรื่องผิด และสามารถทำได้อย่างปลอดภัยหากผู้เข้าร่วมมีความรู้ และใช้การป้องกันที่เหมาะสม ความเสี่ยงหลักคือการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ซึ่งสามารถลดได้ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย สารหล่อลื่น ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และเข้าถึงยาป้องกันอย่าง PrEP หรือ PEP

การเข้าใจความจริงเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ไม่เพียงช่วยป้องกันโรค แต่ยังทำให้คุณสามารถมีความสุข และความพึงพอใจทางเพศได้อย่างปลอดภัย และมั่นใจมากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). How HIV Spreads. ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการติดต่อของเชื้อ HIV, รวมถึง Anal Sex เป็นกลไกสำคัญ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/causes/index.html
  • HIV.gov. Preventing Sexual Transmission of HIV. อธิบายว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (Anal Sex) เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อ HIV และวิธีป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.hiv.gov/hiv-basics/hiv-prevention/reducing-sexual-risk/preventing-sexual-transmission-of-hiv
  • Verywell Health. HIV and Gay and Bisexual Men. ระบุว่าการเกี่ยวข้องทางเพศโดยเฉพาะ Anal Sex มีความเสี่ยงติดเชื้อ HIV สูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบอื่น. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hivinfo.nih.gov/understanding-hiv/fact-sheets/hiv-and-gay-and-bisexual-men
  • Wikipedia. Anal sex – Health risks. ให้ภาพรวมเกี่ยวกับความเสี่ยงของ Anal Sex ต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการบาดเจ็บทางกาย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Anal_sex
  • เครือข่าย HIV Education (Thai HIV Education). รู้หรือไม่? ทางไหนที่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้จริง. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีผ่านเพศสัมพันธ์ โดยมีเนื้อหาชัดเจนและทันสมัย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaihiveducation.com/post/causehivinfection 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save