ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคซิฟิลิสได้กลับมาเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ต้องจับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน ซึ่งพบแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทย และในระดับโลก ทั้งที่โรคนี้สามารถป้องกันได้ และรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดโรคที่เคยถูกควบคุมได้ในอดีต จึงกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปัจจุบัน?

สถานการณ์โรคซิฟิลิสในปัจจุบัน
ข้อมูลจากหลายองค์กรระดับโลก เช่น WHO และ CDC พบว่า
- อัตราการติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
- กลุ่มอายุ 15–49 ปี เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด
- ซิฟิลิสแต่กำเนิดก็เพิ่มขึ้น สะท้อนปัญหาในระบบคัดกรอง
ในประเทศไทย กรมควบคุมโรคระบุว่า แนวโน้มผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่น และวัยทำงาน
โรคซิฟิลิส คืออะไร?
ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
การดำเนินโรคของซิฟิลิส มี 4 ระยะสำคัญ
ซิฟิลิสมีลักษณะเฉพาะคือ อาการจะเปลี่ยนไปตามระยะของโรค และบางช่วงอาจไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัว
- ระยะที่ 1: ระยะปฐมภูมิ (Primary stage)
- มีแผลที่เรียกว่า แผลริมแข็ง (chancre)
- ลักษณะ: แผลเดี่ยว ขอบแข็ง ไม่เจ็บ
- มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก
- แผลสามารถหายเองได้ภายใน 3–6 สัปดาห์
- แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย
- ระยะที่ 2: ระยะทุติยภูมิ (Secondary stage)
- มี ผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะฝ่ามือ ฝ่าเท้า
- อาจมีอาการร่วม เช่น
- ไข้
- เจ็บคอ
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- ผมร่วงเป็นหย่อม
- ระยะนี้เป็นช่วงที่แพร่เชื้อได้ง่ายมาก
- ระยะแฝง (Latent stage)
- ไม่มีอาการใด ๆ
- แบ่งเป็นระยะแฝงระยะแรก และระยะยาว
- ผู้ติดเชื้อยังคงมีเชื้อในร่างกาย
- หลายคนหยุดอยู่ที่ระยะนี้โดยไม่รู้ตัว และอาจแพร่เชื้อได้
- ระยะที่ 3: ระยะตติยภูมิ (Tertiary stage)
- เกิดหลังติดเชื้อหลายปี (หากไม่ได้รักษา)
- เชื้อทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น
- สมอง → อัมพฤกษ์ อัมพาต
- หัวใจ และหลอดเลือด
- ดวงตา
- อาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้
สาเหตุที่โรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นในวัยรุ่น และวัยทำงาน
- พฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป
- มีคู่นอนหลายคน
- ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด (casual sex)
- ใช้แอปหาคู่ ทำให้เข้าถึงคู่นอนได้ง่าย
- พฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อโดยตรง
- การใช้ถุงยางอนามัยลดลง
- แม้ถุงยางจะเป็นวิธีป้องกันหลัก แต่พบว่า
- คนรุ่นใหม่บางส่วนมองว่าไม่จำเป็น
- ความมั่นใจในคู่ หรือใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นแทน
- ส่งผลให้การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลดลง
- ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค
- หลายคนเชื่อว่า
- ซิฟิลิสเป็นโรคในอดีต
- หรือพบเฉพาะในบางกลุ่ม
- ทำให้ไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง และไม่ตรวจคัดกรอง
- การเข้าถึงบริการตรวจยังไม่ทั่วถึง
- แม้จะมีบริการตรวจฟรีในบางพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น
- ความอาย
- กลัวผลตรวจ
- ไม่รู้แหล่งบริการ
- ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อต่อ
- ผลกระทบจากโควิด-19
- ช่วงการระบาดของ COVID-19
- การเข้าถึงบริการสุขภาพลดลง
- การตรวจคัดกรองหยุดชะงัก
- ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการวินิจฉัยทันเวลา
- การใช้สารเสพติด และแอลกอฮอล์
- ลดการยับยั้งชั่งใจ
- เพิ่มโอกาสมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

ทำไมวัยรุ่น และวัยทำงาน ถึงเสี่ยงมาก?
แม้ซิฟิลิสจะสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า วัยรุ่น และวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่มีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่มีทั้งโอกาส และปัจจัยเสี่ยง สูงกว่ากลุ่มอื่น
วัยรุ่น ช่วงแห่งการเรียนรู้ แต่เสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
- อยู่ในช่วงทดลองพฤติกรรม
- วัยรุ่นเป็นช่วงของการค้นหาตัวเอง ทั้งด้านอารมณ์ ความสัมพันธ์ และเรื่องเพศ
- มีความอยากรู้อยากลอง
- อาจเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
- ยังไม่มีประสบการณ์ในการป้องกันความเสี่ยง
- ทำให้มีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่ตั้งใจ
- ขาดความรู้เรื่องเพศศึกษาแบบรอบด้าน
- แม้ปัจจุบันจะมีการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน แต่ยังพบว่า
- เนื้อหาไม่ครอบคลุมเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- เน้นการคุมกำเนิด มากกว่าการป้องกันโรค
- วัยรุ่นบางส่วนไม่กล้าถาม หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลที่ถูกต้อง
- ส่งผลให้ไม่รู้วิธีป้องกันซิฟิลิสอย่างถูกต้อง
- เข้าถึงข้อมูลผิด ๆ จากโซเชียล
- โลกออนไลน์ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่ก็มีข้อมูลผิด จำนวนมาก เช่น
- ความเชื่อว่าซิฟิลิสรักษาเองได้
- การแนะนำวิธีป้องกันที่ไม่ถูกต้อง
- การลดความรุนแรงของโรค
- เมื่อเชื่อข้อมูลผิด อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
- ความอาย และการตีตรา
- ไม่กล้าซื้อถุงยาง
- ไม่กล้าไปตรวจ
- กลัวถูกมองในแง่ลบ
- ทำให้พลาดโอกาสในการป้องกัน และรักษา
วัยทำงาน อิสระมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้น
- มีอิสระทางการเงิน
- สามารถใช้ชีวิตได้ตามต้องการ
- เข้าถึงสถานบันเทิงหรือกิจกรรมทางสังคมได้มากขึ้น
- เพิ่มโอกาสในการพบคู่นอนใหม่
- ใช้ชีวิตสังคมสูง
- ปาร์ตี้ ดื่มแอลกอฮอล์
- ใช้แอปหาคู่
- ความสัมพันธ์ระยะสั้น (casual relationship)
- ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มโอกาสมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- ความเครียดจากงาน และชีวิต
- วัยทำงานมักเผชิญกับ
- ความกดดันจากงาน
- ปัญหาการเงิน
- ความสัมพันธ์
- บางคนใช้พฤติกรรมเสี่ยง เป็นทางระบาย เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่วางแผน หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- ความมั่นใจเกินไปในคู่ของตน
- เชื่อว่าคู่ของตนปลอดภัย
- ไม่ตรวจสุขภาพก่อนมีเพศสัมพันธ์
- ความไว้ใจโดยไม่มีข้อมูล อาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
- ไม่มีเวลาใส่ใจสุขภาพ
- ไม่ตรวจสุขภาพประจำปี
- มองข้ามอาการเล็ก ๆ เช่น ผื่น หรือแผล
- ทำให้ตรวจพบโรคล่าช้า และแพร่เชื้อต่อ
ผลกระทบของโรคซิฟิลิส หากไม่ได้รับการรักษา
ซิฟิลิสไม่ใช่แค่โรคผิวหนังหรือแผลชั่วคราว แต่เป็นโรคที่สามารถ ลุกลาม และทำลายระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ได้อย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างทันท่วงที ผลกระทบที่สำคัญมีดังนี้
- ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Neurosyphilis) เชื้อซิฟิลิสสามารถเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลต่อสมอง และไขสันหลัง
อาการที่อาจพบ ได้แก่- ปวดศีรษะเรื้อรัง
- ความจำเสื่อม
- บุคลิกภาพเปลี่ยน
- สูญเสียการทรงตัว
- อัมพฤกษ์ อัมพาต
- ในบางกรณีอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมหรือความพิการถาวร
- โรคหัวใจ และหลอดเลือด ในระยะท้าย เชื้อสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta)
ผลที่อาจเกิดขึ้น เช่น- หลอดเลือดโป่งพอง
- ลิ้นหัวใจรั่ว
- ภาวะหัวใจล้มเหลว
- เป็นภาวะที่อันตราย และอาจถึงชีวิตได้
- ภาวะมีบุตรยาก ซิฟิลิสอาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งในเพศชาย และหญิง เช่น
- การอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์
- คุณภาพอสุจิลดลง
- เพิ่มความเสี่ยงแท้งบุตร
- ในหญิงตั้งครรภ์ อาจถ่ายทอดเชื้อไปยังทารก ทำให้เกิดซิฟิลิสแต่กำเนิด
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV
- ผู้ที่เป็นซิฟิลิสมีโอกาสติดเชื้อ HIV ได้ง่ายขึ้น เนื่องจาก
- มีแผลเปิดที่อวัยวะเพศ → เป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย
- การอักเสบทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
- หากติดเชื้อร่วมกัน จะทำให้โรครุนแรง และซับซ้อนมากขึ้น

การรักษาโรคซิฟิลิส
ซิฟิลิสเป็นโรคที่ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยแนวทางการรักษาหลักมีดังนี้
- การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยาหลักที่ใช้คือ เพนิซิลลิน (Penicillin) มักให้ในรูปแบบ ยาฉีด ตามระยะของโรค ในผู้ที่แพ้เพนิซิลลิน อาจใช้ยาทางเลือกตามดุลยพินิจแพทย์ การรักษาในระยะแรกมักได้ผลดี และหายขาด
- ระยะเวลา และแนวทางการรักษา
- ระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1–2): ใช้ยาปริมาณน้อยกว่า และตอบสนองดี
- ระยะแฝงหรือระยะท้าย: อาจต้องใช้ยาหลายครั้งหรือระยะเวลานานขึ้น
- ต้องรับการรักษาให้ครบตามแผน แม้อาการหายแล้ว แต่เชื้ออาจยังไม่หมด หากหยุดยาเอง
- การติดตามผลหลังการรักษา ต้องตรวจเลือดซ้ำตามระยะ เช่น 3, 6, 12 เดือน เพื่อติดตามว่าเชื้อลดลงหรือหายแล้วหรือไม่ เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อยืนยันผลการรักษา
- การรักษาคู่นอน ควรแจ้ง และพาคู่นอนมาตรวจและรักษาพร้อมกัน แม้ไม่มีอาการ ก็อาจติดเชื้อได้ ลดการติดซ้ำ (reinfection)
- การงดมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราว ควรงดจนกว่าจะรักษาหาย และแพทย์ยืนยัน หากจำเป็น ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
- ข้อควรระวังในการรักษา
- ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
- ห้ามหยุดยาเองกลางคัน
- หากมีอาการผิดปกติหลังฉีดยา เช่น ไข้ หนาวสั่น (Jarisch-Herxheimer reaction) ควรแจ้งแพทย์
การป้องกันโรคซิฟิลิส
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- จำกัดจำนวนคู่นอน ลดโอกาสสัมผัสเชื้อ
- ให้ความรู้เพศศึกษา โดยเฉพาะในวัยรุ่น
- ไม่ตีตราผู้ติดเชื้อ เพื่อให้กล้าเข้ารับการตรวจ และรักษา
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- เช็กด่วน! คุณเสี่ยงติดโรคซิฟิลิสจากพฤติกรรมทางเพศหรือเปล่า?
- Doxy-PEP นวัตกรรมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่คุณควรรู้
การเพิ่มขึ้นของซิฟิลิสในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ทั้งพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรค รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการตรวจและรักษาที่เหมาะสม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การแพร่ระบาดยังคงดำเนินต่อไปโดยที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาซิฟิลิสจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการใดมาตรการหนึ่งได้เพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างครอบคลุม ทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านเพศศึกษาอย่างถูกต้อง การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการตรวจ และรักษาอย่างสะดวก และเป็นมิตร รวมถึงการสร้างทัศนคติที่เปิดกว้าง และไม่ตีตราผู้ติดเชื้อ เพื่อให้ทุกคนกล้าเข้ารับการดูแลสุขภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของโรคในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO).Global progress report on HIV, viral hepatitis and sexually transmitted infections, 2021. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240027077
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC).Sexually Transmitted Disease Surveillance 2022. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/statistics/2022/default.htm
- UNAIDS.Global AIDS Update 2023. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/documents/2023/global-aids-update
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- กองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข.รายงานสถานการณ์โรคซิฟิลิส. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://boe.moph.go.th



